PTT แย้มผลงาน Q2 โตต่อ รับราคาน้ำมันพุ่ง ตั้งงบ 5.3 หมื่นลบ. ลุยโรงแยก-ท่อส่งก๊าซ


นายธนพล ประภาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT นำเสนอข้อมูลภาพรวมธุรกิจบริษัทและสรุปผลประกอบการไตรมาส 1/2564 สิ้นสุด 31 มี.ค.2564 รวมทั้งแผนธุรกิจในปี 2564 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 4 มิ.ย.2564 ว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2564 คาดว่าจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2564 และเติบโตดีขึ้นกว่าในช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาขายปิโตรเลียมที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานทั้งปี 2564 จะเติบโตดีขึ้นกว่าปี 2563

โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มีปัจจัยบวกจากอุปสงค์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัว รวมถึงความคืบหน้าในการกระจายวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ ทำให้ทางสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2564 อยู่ที่ราว 96.9 ล้านบาทเรล/วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทฯ มองว่าธุรกิจก๊าซธรรมชาติจะฟื้นตัวขึ้นราว 1% เมื่อเทียบจากปี 2563 จากต้องการภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และคาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.2% (CAGR ปี 2564-2568) นอกจากนี้บริษัทฯ มีแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 192 สถานีทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีแผนขยายสาขา “คาเฟ่อเมซอน” อีกประมาณ 552 สาขา

ส่วนงบลงทุนปี 2564 บริษัทวางไว้ที่ประมาณ 53,000 ล้านบาท ใช้สำหรับลงทุนในธุรกิจหลักอย่าง โรงแยกก๊าซฯที่ 7, โครงการท่อส่งก๊าซเส้นที่ 5, โครงการ PTT LNG เทอร์มินัลเฟส 2 ซึ่งจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2565 กำลังผลิต 7.5 ล้านตัน/ปี,โครงการมาตาพุดเฟส 3 และโครงการร่วมทุนอื่นๆ

ขณะที่ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ที่ผ่านมา ในส่วนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (NGV) เนื่องจากมีปรับขึ้นราคาขายปลีก NGV ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะให้เท่ากับราคาขายปลีกของรถยนต์ทั่วไป ส่งผลให้บริษัทฯ มีต้นทุนลดลด

รวมทั้งมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ LNG ไปต่างประเทศเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จํานวน 1 เที่ยวเรือ ในช่วงที่ราคา Asian Spot LNG สูงกว่าราคาจากสัญญาระยะยาวที่บริษัทฯ มีอยู่ และมีการส่งออก LNG ไปขายให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมภายนอกแนวท่อ และลูกค้าต่างประเทศ เช่น ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นการขนส่งทางรถ

ส่วนในการลงทุนบริษัทฯ จัดตั้งบริษัท อินโนโพลีเมด จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จํากัด (อินโนบิก) (บริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นทั้งหมด) และบริษัท ไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน) หรือ IRPC เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าประเภทไม่ถักไม่ทอ และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์

รวมทั้งได้จัดตั้ง PTT MEA Ltd. ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดําเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งจัดตั้งบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จํากัด (On-I on Solutions) เพื่อดําเนินการและพัฒนาเครือข่ายสถานีเครื่องอัดประจุสําหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) นอกสถานีบริการน้ํามัน เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสํานักงาน เป็นต้น รวมถึงจําหน่ายสินค้าและให้บริการที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น จัดจําหน่ายและติดตั้ง EV Charger ในที่พักอาศัย เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ New S-Curve ของ ปตท.

ขณะที่ภายหลังสิ้นสุดไตรมาส 1 ปี 2564 ไปแล้วบริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 6.6% ใน Lotus ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจําหน่ายยาจากไต้หวัน ซึ่งการลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์ในธุรกิจ New S-curve ของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายไปในธุรกิจใหม่ด้าน Life Science

อีกทั้งมีการจัดตั้ง บริษัท ที-อีโคซิส จำกัด (T-ECOSYS) โดยให้บริษัท สยามแมนเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PTT  ถือหุ้นทั้งหมด ถือหุ้น 100% เพื่อดำเนินธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ปตท. และ กระทรวงอุตสาหกรรม รวมไปถึง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สถาบันการเงิน เป็นต้น

รวมถึงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 100%) และ บริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด (บริษัทย่อยที่บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ถือหุ้น 100%) พื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร โดยจะจัดตั้งโรงงานที่มีกำลังผลิตประมาณ 3,000 ตัน คาดจะเริ่มต้นผลิตได้ภายในสิ้นปี 2565

ด้าน นางสาวจิตยาภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการส่วนผู้ลงทุนสัมพันธ์ PTT เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2564 ว่า จากการที่ราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น รวมถึงดีมานด์ที่ฟื้นตัวจากการได้รับวัคซีนในหลายประเทศ และราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 477,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน

ส่วนกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) อยู่ที่ 102,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นเติบโตอย่างโดดเด่น และมีกําไรสุทธิ 32,588 ล้านบาท จากไตรมาส 1 ปี 2563 ที่มีผลขาดทุน 1,554 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบจากไตรมาส 4 ปี 2563 ที่อยู่ที่ 13,147 ล้านบาท

Back to top button