
“คมนาคม” สรุปผลสอบเครนถล่ม “สีคิ้ว–พระราม 2” สั่งปิดจราจร 100% ชงบอร์ด รฟท.ยกเลิกสัญญา
กระทรวงคมนาคม สรุปผลสอบเครนถล่ม ชี้กรณี “สีคิ้ว” ฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัย ขณะที่ “ถนนพระราม 2” พบความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง พร้อมกำชับปิดจราจร 100% ระหว่างงานเสี่ยง โดย รฟท. เตรียมชงบอร์ด 29 ม.ค.นี้ พิจารณายกเลิกสัญญา ITD
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ม.ค.69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 เหตุการณ์ ได้แก่ เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟ ในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และเหตุคานปูนพร้อมเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) พังถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ภายหลังเกิดเหตุ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2 กรณีทันที โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งรัดการตรวจสอบ ซึ่งวันนี้ครบกำหนดตามกรอบเวลา 7 วัน จึงนำผลการตรวจสอบเบื้องต้นมาชี้แจง พร้อมกำหนดมาตรการกำชับการดำเนินงานอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีก
ผลการตรวจสอบกรณีที่อำเภอสีคิ้ว พบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟเป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) ซึ่งเกิดการสูญเสียเสถียรภาพระหว่างการเคลื่อนย้าย โดยประเด็นสำคัญที่ตรวจพบคือ มีการดำเนินงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการเดินรถไฟด้านล่าง ทั้งที่ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยระบุชัดว่า ต้องดำเนินการเฉพาะช่วงที่ไม่มีขบวนรถวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัย

จากการตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า ชิ้นส่วนที่ตกลงมากระแทกกับขบวนรถไฟเป็นฐานรองรับด้านหน้าของเครน ซึ่งสอดคล้องกับร่องรอยการติดตั้งบริเวณคานรองรับด้านบน ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมา อีกทั้งไม่พบสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่ในตำแหน่ง
คณะกรรมการจึงสันนิษฐานว่า สาเหตุอาจเกิดจากการสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า (Front Support) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากการขาดของสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ยึดฐานรองเครน (Tie-down) ในระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ฐานรองรับเอียงล้มและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง
สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) บนถนนพระราม 2 การตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบที่จำเป็นต้องแก้ไขในระดับโครงสร้างตามหลักวิศวกรรม ไม่สามารถแก้ไขด้วยการซ่อมเฉพาะหน้า

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากการทรุดตัวของจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยก ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ ระบบยึดรั้งของเครน และความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบ
ชงบอร์ด รฟท. 29 ม.ค. พิจารณายกเลิกสัญญา
นายพิพัฒน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับบทลงโทษต่อคู่สัญญา เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้หาผู้รับผิดชอบอย่างถึงที่สุด โดยกรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน สัญญาที่ 3–4 ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อำนาจการบอกเลิกสัญญา จึงเป็นของคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.
ทั้งนี้ รฟท. เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด รฟท. พิจารณาในวันที่ 29 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณาข้อสรุปในการยกเลิกสัญญากับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD
นายพิพัฒน์ ประกาศมาตรการกำชับการดำเนินงานเร่งด่วน ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่
- พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัย 100%โดยสั่งห้ามก่อสร้างเหนือทางรถไฟหรือถนนขณะมีการจราจรโดยเด็ดขาด หากจะมีการยกติดตั้งเครนหรือวัสดุอุปกรณ์ ต้องปิดการจราจร100% เท่านั้น และต้องมีการจัดตั้งเขตควบคุมความปลอดภัย (Safety Zone) อย่างเคร่งครัด
- ยกเครื่องระบบตรวจสอบทางวิศวกรรมให้ตรวจทานแบบก่อสร้างและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเครน LG (Launcher Gantry) ต้องมีการติดตั้งระบบ Structural Health Monitoring (SHM) หรือเซนเซอร์ตรวจวัดโครงสร้างแบบ Real-timeตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
- เปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานระดับสากลในจุดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างโครงการ M82สั่งการให้ เปลี่ยนชุดผู้ดำเนินงานเครน LG ทันที โดยให้ยุติการดำเนินงานของผู้รับเหมารายเดิม (ITD) ในส่วนนี้ และให้ใช้บริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ามาดำเนินการแทน
- เชิญวิศวกร–ผู้เชี่ยวชาญอิสระ ร่วมตรวจสอบ (Third Party)เชิญวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงานโดยอิสระ โดยให้อำนาจเต็มในการสั่งหยุดงานทันทีหากพบความเสี่ยง
- สื่อสารที่โปร่งใสต้องเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ขั้นตอนต่อไปจะเร่งวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกตามหลักนิติวิศวกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อระบุผู้กระทำความผิดทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร และดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น
พร้อมกันนี้ กระทรวงคมนาคมจะปรับปรุงมาตรฐานสัญญาจ้างก่อสร้างใหม่ โดยกำหนดให้มาตรการด้านความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญา และนำระบบประเมินผลผู้รับเหมา หรือ “สมุดพกผู้รับเหมา” มาใช้เป็นรูปธรรม หากพบการบริหารงานหละหลวม หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก อาจถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ จนถึงขั้นขึ้นบัญชีดำ
นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากโครงการก่อสร้างจำเป็นต้องล่าช้าเพื่อแลกกับความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่จะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางของประชาชน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลเอาจริง! สั่งโละผู้รับเหมา “เครนถล่ม” ซ้ำซาก จ่อถก อสส. ฟ้องเรียกค่าเสียหาย

