“เอกนิติ” โชว์ Quick Big Win-BOI Fast Pass ดันลงทุนเอกชนโต 10% นิวไฮรอบ 11 ปี

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โชว์ผลนโยบาย Quick Big Win และ BOI Fast Pass หนุนการลงทุนเอกชนพุ่งแตะ 10% สูงสุดในรอบกว่า 11 ปี สะท้อนแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเสนอ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม.วันนี้ เพื่อรับมือค่าครองชีพและความเสี่ยงเศรษฐกิจระยะข้างหน้า


ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในไตรมาสล่าสุดดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ไม่เกิน 2.3% และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ของปีก่อนที่เติบโต 2.5% สะท้อนผลจากการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ให้ผลเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเริ่มเห็นการกระจายตัวของผลลัพธ์อย่างชัดเจน

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจากการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีการขยายตัวรวม 9.9% โดยการลงทุนภาคเอกชนเติบโต 10.1% ถือเป็นการขยายตัวระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 9% จากการปลดล็อกการลงทุนผ่านโครงการ BOI Fast Pass ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุนต่อเนื่องผ่านการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพในระยะยาว

ทั้งนี้ การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีมุมมองต่อประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น จากความกังวลก่อนหน้านี้ต่อศักยภาพการเติบโตและระดับการลงทุน ขณะเดียวกันภาคการส่งออกยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยได้รับอานิสงส์จากการเร่งส่งออกของผู้ประกอบการ (Front-load) ก่อนการบังคับใช้มาตรการของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าวเป็นลักษณะ “กระจกหลัง” สะท้อนภาพอดีตก่อนเกิดแรงกระทบใหม่จากสถานการณ์โลก โดยย้ำว่าแนวทางการใช้การลงทุนเป็นตัวนำเศรษฐกิจยังเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังมีความท้าทายจากปัญหาการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อยู่ระหว่างผลักดันให้เม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมใหม่ เช่น บริการ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแพทย์สมัยใหม่ กระจายลงสู่ผู้ประกอบการ SME และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป มองว่ายังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนที่อาจปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ “วิกฤตต้นทุน” และความกังวลต่อค่าครองชีพในระยะข้างหน้า

รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ อาทิ โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อลดภาระต้นทุนภาคเกษตร และแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง เช่น การใช้ B20 หรือรถหัวลากไฟฟ้า (EV)

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในวันนี้ (19 พ.ค. 69) เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านค่าครองชีพ โดยใช้งบประมาณจากกรอบเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนด 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับมาตรการเยียวยา พร้อมประเมินว่า หากดำเนินการกู้เงินดังกล่าว สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ราว 68–69% ในช่วงปี 2571–2572 ขณะที่หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวและสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเกิน 70% ได้ในอนาคต

Back to top button