“ทรัมป์” เตรียมประกาศ “เควิน วอร์ช” ตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ ตลาดคาดดอกเบี้ยขาลง

บลูมเบิร์กฟันธง! ทรัมป์เตรียมประกาศชื่อ “เควิน วอร์ช” เป็นประธานเฟด คนใหม่คืนนี้ ตลาดคาดดอกเบี้ยลดลงตามนโยบายผู้นำสหรัฐฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.69) บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เตรียมประกาศชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ ประธานเฟด (Fed) คนต่อไปในคืนนี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในเช้าวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ

การเตรียมการนี้ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือก ซึ่งระบุว่า กระบวนการนี้กำลังเดินหน้าเต็มที่ โดยการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการสานต่อนโยบายของทรัมป์ ที่มุ่งลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นทิศทางที่ วอร์ช ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนมาตลอด

เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานเฟดคนปัจจุบันจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งหมายความว่า การประกาศการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อทิศทางการเงินของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกในอนาคต

จากรายงานของ รอยเตอร์ส (Reuters) ระบุว่า วอร์ช เป็นหนึ่งในตัวเลือกสุดท้ายสำหรับตำแหน่งนี้ และมีโอกาสสูงหลังจากที่เขาเดินทางไปพบ ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินตอบรับข่าวนี้ทันที โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ปรับตัวสูงขึ้น และดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นตามคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายการเงินภายใต้ผู้นำเฟดคนใหม่

บลูมเบิร์ก ยังเปิดเผยว่า วอร์ช ไม่ได้เป็นตัวเลือกเดียวในกลุ่มตัวเต็ง แต่เขายังมีคู่แข่งสำคัญอีกหลายคน ได้แก่ เควิน แฮสเซ็ตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ, คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ, และ ริค ไรเดอร์ (Rick Rieder) ผู้บริหารจาก BlackRock Inc. ที่ได้รับการพิจารณาอยู่ในรายชื่อ

ขณะที่ วอร์ช เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับตำแหน่งนี้เมื่อปี 2559 (2017) แต่สุดท้ายไม่ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งนั้นในเวลานั้น ซึ่งหากได้รับการเสนอชื่อในรอบนี้จะเป็นการกลับมาอีกครั้งของเขาในบทบาทสูงสุดของธนาคารกลางสหรัฐ

การประกาศอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวจะเป็นการยืนยันตัวบุคคลที่ทรัมป์เลือก เพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในเฟด ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทิศทางของนโยบายการเงินในอนาคต โดยเฉพาะในด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน

Back to top button