“ดาวโจนส์” ปิดบวก 49 จุด สวน S&P–Nasdaq ร่วง แรงขายหุ้นเทค-น้ำมันสูงกดดัน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์บวก 49 จุด ขณะ S&P 500 และ Nasdaq ร่วง จากแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง หนุนราคาน้ำมันพุ่ง กังวลเงินเฟ้อกระทบนโยบายเฟด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (30 มี.ค.69) ปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq Composite ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 45,216.14 จุด เพิ่มขึ้น 49.50 จุด หรือ +0.11% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,343.72 จุด ลดลง 25.13 จุด หรือ -0.39% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 20,794.64 จุด ลดลง 153.72 จุด หรือ -0.73%

บรรยากาศการลงทุนถูกกดดัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเดินหน้ากดดันอิหร่าน หากการเจรจาหยุดยิงไม่คืบหน้า ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความตึงเครียดมีแนวโน้มยกระดับต่อเนื่อง อีกทั้งกลุ่มฮูตีในเยเมนเข้าร่วมโจมตีอิสราเอล ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

โดยทรัมป์ ระบุว่า หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ววัน หรือช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่เปิดดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ อาจดำเนินมาตรการทางทหารต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน พร้อมระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ได้หนุนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีสัญญาณว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากภาวะอุปทานตึงตัวและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

ขณะที่ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ภาวะพลังงานตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะถัดไป

สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ และอาจเป็นปัจจัยจำกัดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยข้อมูลจาก FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงพยุงบางส่วน หลัง นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ระบุว่า เฟดยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ และจะมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพราคาและการจ้างงานเป็นหลัก

ในด้านกลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 พบว่า 8 ใน 11 กลุ่มปิดในแดนบวก โดยกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้น 1.1% และกลุ่มสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลง 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ซึ่งแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันดัชนี Nasdaq ให้ปิดในแดนลบ

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังเป็นอีกปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในตลาด

นักลงทุนยังคงติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมีนาคม ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้ (3 เม.ย.69) โดยนักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.4%

Back to top button