
แนะสอย 3 ธีมหุ้นโรงไฟฟ้าสู้ศึก LNG พุ่ง ชูเงินสดแกร่ง เกาะกระแส AI-ดาต้าเซ็นเตอร์
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ชี้วิกฤต LNG ดันต้นทุนไฟฟ้า กดดันกลุ่ม SPP แม้กระทบระยะสั้นยังบริหารได้ คงมุมมอง Overweight กลุ่มโรงไฟฟ้า พร้อมชู GULF, WHAUP และ BCPG เป็นหุ้นเด่นรับธีม AI–Data Center
ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า กาตาร์มีกำลังส่งออก LNG ราว 80 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ 18% ของอุปทานโลก ขณะที่เอเชียเป็นตลาดหลักที่รับ LNG จากกาตาร์เกือบ 80% ของการส่งออกทั้งหมด
โดยการหยุดชะงักดังกล่าวจึงอาจผลักดันราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะดัชนี Japan-Korea Marker (JKM) ให้ปรับตัวสูงขึ้น จากภาวะอุปทานที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการหยุดผลิตจะยืดเยื้อเพียงใด โดยคาดว่าการขนถ่าย LNG ที่สะดุดอาจทำให้คลังเก็บก๊าซเต็มความจุและต้องชะลอการผลิต
สอดคล้องกับฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การหยุดชะงักของการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ที่ยืดเยื้อ มีแนวโน้มกระทบประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้า โดยผลกระทบหลักจะอยู่ที่ “ต้นทุนที่สูงขึ้น” มากกว่าการขาดแคลนอุปทานโดยตรง
ทั้งนี้ LNG จากตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 26-31% ของการนำเข้า LNG ของไทย โดยในปี 2568 คาดว่าปริมาณนำเข้ารวมจะอยู่ที่ราว 8.8 ล้านตันต่อปี (MTPA) และในจำนวนนี้เป็น LNG จากกาตาร์ประมาณ 2 MTPA หรือคิดเป็นราว 7% ของการนำเข้าทั้งหมด
ฝ่ายวิจัยมองว่าในกรณีฐาน (base case) ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ แม้อุปทานจะตึงตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย (worst case) อาจเห็นการปรับขึ้นของราคาก๊าซ LNG อย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นของราคา LNG กำลังกดดันกลุ่มโรงไฟฟ้าไทย โดย LNG นำเข้าคิดเป็นราว 26% ของก๊าซทั้งระบบ หากค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงได้เต็มที่ คาดว่าจะต้องปรับขึ้นราว 40 สตางค์ต่อหน่วย แต่หากภาครัฐยังคงตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือปรับขึ้นเพียง 7 สตางค์ต่อหน่วย ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP จะต้องรับภาระต้นทุนส่วนที่เหลือราว 32 สตางค์ต่อหน่วย
ในกลุ่ม SPP ประเมินว่า GPSC มีความเสี่ยงสูงสุด โดยคาดว่ากำไรมี downside ราว 950 ล้านบาท รองลงมาคือ BGRIM และ WHAUP อย่างไรก็ดี ผลกระทบระยะสั้นยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และแนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังเป็นบวก จากปัจจัยหนุนต้นทุนก๊าซที่มีโอกาสลดลงในปี 2570 การเพิ่มกำลังการผลิต และโอกาสเข้าประมูลโครงการใหม่ภายใต้แผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และเปิดประมูลในช่วงครึ่งแรกปี 2570
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่
1.IPP Winners: บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO จากกระแสเงินสดที่มั่นคงตามสัญญา
2.AI Beneficiary Megaforce: บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP, GULF, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งมีศักยภาพรองรับความต้องการไฟฟ้าและน้ำของ Data Center
3.Deep Value & Overseas Growth: BGRIM, GPSC ที่มี Valuation น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ยังคงมุมมอง “Overweight” ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าไทย โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุน Data Center ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI มาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ และการขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศ พร้อมเลือก GULF, WHAUP และ BCPG เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มดังกล่าว

