
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 341 จุด รับข่าวหยุดยิง–งบแกร่ง ดัน Nasdaq ทำนิวไฮ
ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 340.65 จุด ขณะ Nasdaq ทำนิวไฮ ส่วน S&P 500 ปรับขึ้นแข็งแกร่ง หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงอิหร่าน และผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (22 เม.ย.69) ดัชนีหลักปรับตัวขึ้นทั่วกระดาน โดยได้รับแรงหนุนจากการที่สหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน ประกอบกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,490.03 จุด เพิ่มขึ้น 340.65 จุด หรือ +0.69% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,137.90 จุด เพิ่มขึ้น 73.89 จุด หรือ +1.05% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 24,657.57 จุด เพิ่มขึ้น 397.60 จุด หรือ +1.64% โดยดัชนี Nasdaq แตะระดับสูงสุดใหม่ระหว่างวัน
ตลาดหุ้นฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 สามารถลบแรงกดดันจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านได้ ขณะที่ดัชนี Nasdaq แม้ยังปิดบวกและทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่เริ่มชะลอแรงปรับขึ้นหลังจากก่อนหน้าพุ่งต่อเนื่องยาวนาน
ปัจจัยสำคัญมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน โดยระบุว่ารัฐบาลอิหร่านยังมีความแตกแยกภายใน และอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอร่วม พร้อมยืนยันให้กองทัพสหรัฐฯ คงมาตรการปิดล้อมไว้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน โดยมีรายงานว่าการเจรจารอบใหม่ชะงัก ขณะที่อิหร่านส่งสัญญาณไม่พร้อมเจรจา อีกทั้งความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกกว่า 20% ส่งผลให้นักลงทุนยังคงจับตาความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานอย่างใกล้ชิด
ด้านปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมากกว่า 80% ของบริษัทใน S&P 500 ที่รายงานงบออกมาดีกว่าคาด และกำไรไตรมาส 1 มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 14%
หุ้นรายตัวเคลื่อนไหวโดดเด่น อาทิ Boeing ปรับขึ้นราว 5.5% หลังขาดทุนน้อยกว่าคาด ขณะที่ GE Vernova พุ่งประมาณ 13–14% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้
กลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำตลาด โดยดัชนีเทคโนโลยีใน S&P 500 เพิ่มขึ้นราว 2% และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor ทำสถิติสูงสุดระหว่างวันเป็นครั้งที่ 11 ติดต่อกัน
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวในระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด

