
“ดาวโจนส์” ปิดลบ 405 จุด หลังน้ำมันทะลุ 100 เหรียญ–บอนด์ยีลด์พุ่ง กังวลเงินเฟ้อ
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดลบ 405.41 จุด หลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์จากความตึงเครียดตะวันออกกลาง หนุนความกังวลเงินเฟ้อ ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 4.85% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (9 ก.ย.69) ปรับตัวลงทั้ง 3 ดัชนีหลัก หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง เพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันบรรยากาศการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 52,380.66 จุด ลดลง 405.41 จุด หรือ -0.77% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,636.36 จุด ลดลง 37.16 จุด หรือ -0.48% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,253.34 จุด ลดลง 168.07 จุด หรือ -0.64%
แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมัน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น โดยอิหร่านโจมตีเรือ 10 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้หลังสหรัฐฯ จมเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 5 ลำ ซึ่งนับเป็นการโจมตีทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางขนส่งพลังงานในภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของตลาดพลังงานโลก
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้น 3.4% ปิดที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังกลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 96.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบการขนส่งน้ำมันและทำให้ภาวะอุปทานตึงตัวมากขึ้น
สำหรับหุ้นรายกลุ่ม ดัชนีพลังงานใน S&P 500 เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปิดบวก โดยเพิ่มขึ้น 1.1% ตามราคาน้ำมัน ขณะที่กลุ่มอื่นปรับตัวลงทั้งหมด โดย Exxon Mobil เพิ่มขึ้น 2.2% และ Chevron บวก 1.9% ส่วน Amazon ลดลง 1.8%, Starbucks ร่วง 1.9% และ Home Depot ลดลง 1%
ส่วนหุ้นเทคโนโลยี Meta Platforms พุ่ง 6.6% หลังเปิดตัวผู้ช่วย AI “Muse” ที่สามารถทำงานบางอย่างแทนผู้ใช้ได้ ขณะที่ Alphabet ลดลง 2.3% หลังประกาศลงทุนอย่างน้อย 15,100 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ฟินแลนด์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า และ Apple ลดลง 0.3% หลังจัดงานเปิดตัวสมาร์ตโฟนครั้งแรกภายใต้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่
ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 4.85% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ก่อนผ่อนลงมาอยู่บริเวณ 4.84% จาก 4.80% ในช่วงปลายวันอังคาร
การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์เกิดขึ้นหลังตลาดประเมินแผนซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งประกาศซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–20 ปี วงเงินสูงสุด 6,000 ล้านดอลลาร์ แม้สูงกว่าระดับอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ที่เคยส่งสัญญาณไว้ แต่ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดไว้ที่ 8,000–10,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นหลังประกาศดังกล่าว
บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากเพิ่มต้นทุนทางการเงินและทำให้พันธบัตรรัฐบาลมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาน้ำมันเหนือ 100 ดอลลาร์ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคาอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงต่อไป
ปลายสัปดาห์นี้ นักลงทุนจับตารายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคม และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญก่อนการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee: FOMC) วันที่ 15–16 กันยายน 2569 ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักประมาณ 60% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ทำให้ข้อมูลเงินเฟ้อรอบนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะปัจจัยชี้ขาดต่อทิศทางดอกเบี้ยและบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป
