“ดาวโจนส์” ปิดลบ 152 จุด แรงขายหุ้นชิป เซ่นกระแสชะลอ AI-บอนด์ยีลด์แตะ 5%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 152.12 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ร่วงตาม แรงขาย Nvidia ลามทั่วกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนลดความเสี่ยงก่อนประชุมเฟด ด้านราคาน้ำมันยังยืนเหนือระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรลต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (14 ก.ย.69) ปรับตัวลงทั้ง 3 ดัชนีหลัก หลังผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ แสดงความกังวลด้านความปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ส่งผลให้หุ้น Nvidia และกลุ่มผู้ผลิตชิปร่วงลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งแตะ 5% ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 52,421.17 จุด ลดลง 152.12 จุด หรือ -0.29% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,619.94 จุด ลดลง 37.04 จุด หรือ -0.48% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,186.41 จุด ลดลง 146.62 จุด หรือ -0.56%

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วงลงทั่วโลก หลังผู้นำของ Anthropic, OpenAI และ xAI เตือนถึงความเสี่ยงจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว นับเป็นแรงกดดันสำคัญต่ออุตสาหกรรมที่ได้รับเม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญ และเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

หุ้น Nvidia ลดลง 3.4% ขณะที่ Micron Technology ร่วงกว่า 5% ส่วน Broadcom และ Advanced Micro Devices (AMD) ต่างปรับตัวลงกว่า 4% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ PHLX หรือดัชนี SOX ดิ่งลง 5.9% และทำให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ลดเหลือ 57%

อย่างไรก็ตาม หุ้นซอฟต์แวร์บางแห่งฟื้นตัว โดย ServiceNow, Adobe และ Workday ปรับขึ้นระหว่าง 4-7.4% หลังถูกเทขายในช่วงที่ผ่านมา จากความกังวลว่าการแข่งขันจากบริษัท AI อาจกระทบอัตรากำไร ขณะที่หุ้น Bank of America ร่วง 5.1% หลังนายไบรอัน มอยนิฮาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดว่าค่าธรรมเนียมจากธุรกิจวาณิชธนกิจในไตรมาส 3 จะลดลงอย่างน้อย 10%

ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งเหนือระดับ 5% ในช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อระดับสูง การกู้ยืมจำนวนมากของภาคธุรกิจและรัฐบาล รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มฐานะการคลังระยะยาวของสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์เตือนว่า บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีที่ระดับ 5% อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และคุกคามภาวะตลาดหุ้นขาขึ้น เนื่องจากทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นลดลงเมื่อเทียบกับพันธบัตร และเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee: FOMC) วันพุธนี้ (16 ก.ย.69) เพื่อรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

ด้านราคาน้ำมันในการซื้อขายวันจันทร์ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดเพิ่มขึ้น 1% ที่ 105.68 เหรียญต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทาน หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการโจมตีเรือในตะวันออกกลาง

ขณะที่ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ (15 ก.ย.69) ณ เวลารายงาน เบรนท์เพิ่มขึ้นอีก 1.24 เหรียญ อยู่ที่ 106.93 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 1.29 เหรียญ อยู่ที่ 102.65 เหรียญต่อบาร์เรล หลังท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียยังหยุดดำเนินการจากการโจมตี

Back to top button