
“ดาวโจนส์” ปิดลบ 631 จุด หลังเฟดขยับขึ้นดอกเบี้ย พ่วง “น้ำมันดิบ” ร่วง ฉุดพลังงานซ้ำ
ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 631.33 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ร่วงตาม หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% พร้อมส่งสัญญาณคุมเข้มต่อ ฉุดหุ้นการเงินและพลังงานร่วงหนัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (16 ก.ย.69) ปรับตัวลงทั้ง 3 ดัชนีหลัก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,461.78 จุด ลดลง 631.33 จุด หรือ 1.21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,552.14 จุด ลดลง 33.59 จุด หรือ 0.44% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,978.43 จุด ลดลง 3.15 จุด หรือ 0.01%
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในแดนบวกก่อนเฟดประกาศมติ แต่กลับมาร่วงลงในช่วงท้ายการซื้อขาย หลังนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 พร้อมระบุว่า อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอีกในระยะข้างหน้า เพื่อเร่งให้เงินเฟ้อปรับตัวลงอย่างเหมาะสม
ประมาณการอัตราดอกเบี้ยของเฟดระบุว่า กรรมการเฟด 16 จาก 18 ราย คาดว่าจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสู่กรอบ 4.00–4.25% และคาดว่าจะสิ้นสุดปี 2570 ที่ระดับเดียวกัน
นายวอร์ช ย้ำว่า ภารกิจสำคัญของเฟดยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เนื่องจากเงินเฟ้อยังสูงเกินไปและอยู่ในระดับดังกล่าวมานาน ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนยังไม่สะท้อนว่าแนวโน้มพื้นฐานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด เพิ่มขึ้น 7.5 เบซิสพอยต์ สู่ระดับ 4.738% ส่วนบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 2.45 เบซิสพอยต์ แตะระดับ 5% ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและลดความน่าสนใจของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตร
หุ้นกลุ่มการเงินและพลังงานเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาด โดย Huntington Bancshares ร่วง 5.6% Citizens Financial Group ลดลง 4.8% และ JPMorgan Chase ปรับตัวลง 1% ท่ามกลางความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจชะลอเศรษฐกิจและกระทบความต้องการสินเชื่อ
กลุ่มพลังงานในดัชนี S&P 500 ร่วงลง 3% หลังราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้นมากที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรม และช่วยจำกัดการร่วงลงของดัชนี Nasdaq
ราคาน้ำมันปรับตัวลง หลังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเสนอขายน้ำมันดิบเพิ่มเติมผ่านประเทศโอมาน ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลาง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ลดลง 3.40 เหรียญ หรือ 3.2% ปิดที่ 102.43 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 2.92 เหรียญ หรือ 2.7% ปิดที่ 105.83 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญายังคงยืนเหนือระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล
หุ้น Chevron ลดลง 2.9% และ Exxon Mobil ร่วง 3.5% ขณะที่ Devon Energy และ ConocoPhillips ต่างปรับตัวลงมากกว่า 5% ตามทิศทางราคาน้ำมัน
ส่วนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัว โดยดัชนี PHLX Semiconductor (.SOX) เพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่ Intel พุ่งขึ้น 4% หลังมีรายงานว่า SK Hynix ของเกาหลีใต้อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทเกี่ยวกับการผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐฯ
ด้านหุ้นรายตัว Robinhood ร่วง 5.5% หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายกำกับดูแลคริปโทเคอร์เรนซีฉบับสำคัญให้เดินหน้าต่อได้ ขณะที่ IBM ลดลง 4.4% และ Boeing ร่วง 3.7% หลังประธานเจ้าหน้าที่บริหารเปิดเผยว่า การรักษาเสถียรภาพของอัตราการผลิตเครื่องบิน 737 MAX ใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“ทรัมป์” โวยเฟดขึ้นดอกเบี้ย ย้ำต้องหั่นเหลือ 1% อ้างเศรษฐกิจโต-เครดิตดีสุด
“เฟด” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แตะ 3.75-4.00% ส่งซิกขยับอีก 1 ครั้งปีนี้
