SET บ่ายพักฐาน จับตาเฟดศุกร์นี้โบรกฯแนะสอย 2 หุ้นกลุ่มการบิน


ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์รายงานตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ภาคเช้า (23 ส.ค.)รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ร่วงกว่า 3%ทำให้เกิดแรงขายในกลุ่มพลังงาน รวมทั้งกลุ่มปิโตรเคมีกดดันดัชนีฯ ด้านตลาดภูมิภาคเช้านี้ส่วนใหญ่ติดลบรับผลจากกลุ่มพลังงานเช่นเดียวกัน ยกเว้นตลาดเอเชียเหนือที่ยังยืนบวกได้ ขณะที่ภาพรวมตลาดยังรอการส่งสัญญาณปรับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจากประธานเฟดวันศุกร์นี้ บ่ายนี้ตลาดฯพักฐาน พร้อมให้กรอบแนวรับ 1,520 แนวต้าน 1,540 จุด 

ายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงกว่า 3% ขณะซึ่งตลาดเริ่มให้ความสนใจอุปทานน้ำมันที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงสั้น อีกทั้งราคาน้ำมันก็ได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐฯ ที่เปิดใช้งานมีจำนวนสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน ดังนั้น จึงเป็นที่มาทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานกดดันดัชนีฯไปแล้ว 3 จุด รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีด้วยเช่นกันอนึ่ง สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ย.ร่วงลง 1.47 ดอลลาร์ หรือ 3% ปิดที่ 47.05 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อคืนนี้

ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่จะติดลบ โดยกลุ่มพลังงานจะปรับตัวลงอย่างชัดเจน ยกเว้นตลาดในแถบเอเชียเหนือ อย่างญี่ปุ่น, เกาหลี และไต้หวันที่ยังยืนในแดนบวกได้ ทั้งนี้ ตลาดฯอยู่ระหว่างรอติดตามถ้ยอแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันศุกร์นี้ว่าจะมีการส่งสัญญาณทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไร ซึ่งตลาดฯ ให้น้ำหนักพอควรเพราะจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond yield) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมไปถึงทิศทางของ Fund Flow ด้วย แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ ตลาดฯคงจะยังสวิงในแดนลบในกรอบแนวรับ 1,520 จุด ส่วนแนวต้าน 1,540 จุด 

บล.ธนชาตระบุในบทวิเคราะห์ (23 ส.ค.) ว่า  SET ภาคเช้า อยู่ที่ 1,534.42 จุด -4.82 จุด -0.31% ปริมาณซื้อขาย 25,925 ลบ.แนะนำนักลงทุน “จำกัด” ความเสี่ยงต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก 1) นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตลดความเสี่ยงลงในสัปดาห์นี้ ก่อนถึงการแถลงประจำปีของประธาน Fed ที่ Jackson hole วันที่ 26 ส.ค.นี้ 2) SET ปรับสูงขึ้นเร็ว โดยปรับสูงขึ้นเกือบ 10% ในช่วง 2 เดือน 3) สัญญาณทางเทคนิคมีสัญญาณ Bearish Divergence จากทั้ง MACD, Stochastic และ RSI ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นต่อการ “พักฐาน” ในระยะถัดไป

ในขณะเดียวกันแนะนำ“ซื้อ” BA ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก 1) ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/59 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากผู้โดยเพิ่มขึ้น และต้นทุนน้ำมันลดลง 2) ส่วนแบ่งรายได้จาก SPF และ เงินปันผล BDMS เพิ่มขึ้น ถึง 45% ในไตรมาส 2/59ที่ผ่านมา แสดงถึงความมั่นคงและต่อเนื่องของกำไรในอนาคต 3) การเป็นเจ้าของสนามบินสมุย ทำให้หลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจการบินได้ 4) ราคาหุ้น BDMS และ SPF ที่ปรับตัวขึ้นมา ช่วยผลักดันให้มูลค่าแฝงของ BA ปรับเพิ่มขึ้น ประเมินแนวต้านระยะสั้นที่ 25.5 หรือถัดไปที่ 26 บาท

รวมไปถึง “เก็งกำไร” AAV ที่ผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/59 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมไปถึงได้รับผลดีจากราคาน้ำมั้นที่อ่อนตัวลงมา ประเมินแนวต้าน 7.80-7.90 บาท หรือถัดไปที่ 8.20 บาท

 

สรุป 5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดภาคเช้า  

CPALL  มูลค่าการซื้อขาย 1,211.87 ล้านบาท ปิดที่  60.25 บาท ลดลง  0.25 บาท          

KTB    มูลค่าการซื้อขาย 1,034.07 ล้านบาท ปิดที่  18.60 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

PTTGC  มูลค่าการซื้อขาย 1,017.00 ล้านบาท ปิดที่  60.50 บาท ลดลง  2.50 บาท

PTT    มูลค่าการซื้อขาย   886.62 ล้านบาท ปิดที่ 346.00 บาท ลดลง  4.00 บาท

KBANK  มูลค่าการซื้อขาย   883.82 ล้านบาท ปิดที่ 196.00 บาท ลดลง  1.00 บาท

Back to top button