
BOI วางโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์ ดัน “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ดึงลงทุน 2.5 ล้านลบ.
บีโอไอ เผย บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ พิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ปูทาง “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ตั้งเป้าดึงลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ม.ค.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งเริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ โดยมีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับโลกและของประเทศไทย การประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง มาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ รวมถึงความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย เพื่อนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่าง ๆ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม และกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ
ทั้งนี้ ร่างยุทธศาสตร์ที่นำเสนอต่อบอร์ดในครั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568
สำหรับการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่า แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอให้ประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนา 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งเป็นชิปที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์
ในภาพรวม ร่างยุทธศาสตร์ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569–2593) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมมากกว่า 230,000 คน และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค
สำหรับระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นการต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ควบคู่กับการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย รวมถึงการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้กำหนดกลไกขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน ด้านการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง ด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ระบบไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลก
นายนฤตม์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว โดยการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางโรดแมปการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค พร้อมบรรลุเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ตามที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย อาทิ Infineon จากเยอรมนี, Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา, NXP Semiconductors จากเนเธอร์แลนด์ รวมถึง Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn จากไต้หวัน เป็นต้น
