บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท

บอร์ดบีโอไอ นัดแรกของปี 2569 อนุมัติลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมผู้ลงทุนไทยและต่างชาติ รองรับการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ม.ค.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติอนุมัติโครงการลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จำนวน 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด จำนวน 3 โครงการ มูลค่าลงทุน 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ (MW)

บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซ็นเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Gulf กลุ่มบริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยีจากสิงคโปร์ หรือ Singtel และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ (MW)

บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่มบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ (MW)

บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ

สำหรับปี 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ จังหวัดระยอง ร้อยละ 33 ชลบุรี ร้อยละ 32 และสมุทรปราการ ร้อยละ 12 ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร

โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ อาทิ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ ผู้ประกอบการจากประเทศสิงคโปร์ ผู้ประกอบการไทย และบริษัทในเครือ KDDI จากประเทศญี่ปุ่น

นายนฤตม์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Cloud Computing, AI และ IoT มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้ความต้องการระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีเสถียรภาพและปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในภาคการเงินและอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ บีโอไอ ได้ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อปลายปี 2568 เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้มีการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งบริหารและผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในระยะเวลา 3 ปี ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและพัฒนา และการยกระดับระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศ ก่อนใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงกำหนดมาตรฐานการใช้พลังงานและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้สิทธิประโยชน์แตกต่างตามพื้นที่ เพื่อกระจายการลงทุนสู่ภูมิภาค

Back to top button