
“เอกนิติ” ดึง “เนสท์เล่” ปักหมุดไทย ขยายลงทุนต่อเนื่อง ตอกย้ำฐานยุทธศาสตร์อินโดจีน
“เอกนิติ” หารือผู้บริหารเนสท์เล่ บนเวที WEF 2026 เมืองดาวอส ย้ำความเชื่อมั่นศักยภาพเศรษฐกิจไทย พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่อง หนุนไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์การผลิตและส่งออกของภูมิภาคอินโดจีน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ได้หารือกับ Mr. Remy Ejel รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Executive Vice President and CEO) ของ กลุ่มบริษัทเนสท์เล่ ประจำภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา
โดยบริษัทได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ทิศทางการตลาดที่สำคัญ วิสัยทัศน์การเติบโต และแผนการขยายการลงทุนในประเทศไทย เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะสานต่อความร่วมมือในระยะยาว และเสริมสร้างศักยภาพของไทยในการเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของภูมิภาคอินโดจีน
บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) ได้เริ่มกิจการในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 และหลังจากนั้นได้ขยายการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เนสท์เล่ได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในกรุงเทพมหานคร และมีฐานการผลิตในประเทศไทย รวม 8 แห่ง จ้างงานกว่า 3,000 คน ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง และการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งหลายโรงงานทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดเอเชีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตลอดจนบางส่วนของยุโรป สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา นอกจากนี้ ในช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา เนสท์เล่ได้รุกขยายการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 28,000 ล้านบาท
หนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญของเนสท์เล่ในประเทศไทย ได้แก่ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยให้กลายเป็นฐานการผลิตหลักของกลุ่มบริษัททั่วโลก โดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ Purina ในประเทศไทย ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ 2 แห่ง และเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณร้อยละ 90 สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูงเพื่อรองรับตลาดโลก
นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการจัดหาวัตถุดิบจากผู้ผลิตและเกษตรกรไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เนื้อไก่ โปรตีนจากพืช ธัญพืช น้ำมันจากสัตว์ รวมถึงเส้นใยจากพืช เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับภาคเกษตร ควบคู่กับการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในระดับสากล
ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เนสท์เล่เห็นถึงความสำคัญและพร้อมให้การสนับสนุนโครงการยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงนโยบายด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย (Upskill & Reskill) ของรัฐบาล โดยบริษัทได้ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Nestlé Needs Youth และความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และการผลิตขั้นสูง ซึ่งสอดรับกับโครงการเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม (Skill Bridge) ของรัฐบาล
นายเอกนิติ กล่าวว่า การย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนของ Nestlé ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ชุมชน และการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงในอนาคต รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูงและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวเชิญชวนและย้ำศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้บริหารระดับสูงของ Nestlé พร้อมผลักดันการเจรจาเชิงลึกอย่างต่อเนื่องให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบีโอไอ เร่งประสานงานและติดตามแผนการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการขยายการลงทุนในประเทศไทย ครอบคลุมการขยายฐานการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย จนนำไปสู่การยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ฐานยุทธศาสตร์” ของ Nestlé ในภูมิภาคอินโดจีนอย่างเป็นรูปธรรม

