“เอกนิติ” ย้ำความพร้อม “คนละครึ่งพลัส” เดินหน้าทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ย้ำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมความพร้อมแล้ว รอรัฐบาลใหม่ก่อนเดินหน้าตามแนวทางเดิม มุ่งกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.พ.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า เป็นนโยบายที่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อย เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ ระบุว่า ช่วงเวลานี้สามารถใช้ในการปรับกระบวนการดำเนินงาน จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนให้การตอบรับค่อนข้างดี และมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายประเด็น โดยคำว่า “พลัส” มีเป้าหมายในการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าและผู้เข้าร่วมโครงการ ควบคู่กับการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่าย

จากข้อมูลที่ได้รับ พบว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและเข้ารับการอบรม แม้เพียงระยะเวลา 1 เดือน ประมาณ 100,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมเฉลี่ย 1 เท่า เพิ่มเป็นประมาณ 5 เท่า หรือจากราว 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็นประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสามารถขยายผลและกระจายประโยชน์ได้ในวงกว้าง และเมื่อใดที่มีความพร้อม ก็สามารถนำโครงการออกมาเดินหน้าได้

สำหรับเป้าหมายของโครงการ ยังคงเน้นการกระจายเม็ดเงิน โดยไม่เปิดให้ร้านค้าขนาดใหญ่เข้าร่วม แต่จำกัดเฉพาะร้านค้ารายย่อยเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาเม็ดเงินกว่า 80,000 ล้านบาทกระจายไปทั่วประเทศ โดยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพียงประมาณ 15% พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะผู้เข้าร่วมโครงการ

ในส่วนของประชาชนผู้ใช้สิทธิ จะยังคงใช้แผนเดิมที่วางไว้ โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ยังไม่ได้เข้าร่วมมาก่อน ซึ่งในเฟส 2 ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว แต่ต้องชะลอจากการยุบสภา รวมถึงเปิดโอกาสให้กลุ่มเดิมสามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วย

ด้านงบประมาณ นายเอกนิติ กล่าวว่า หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว อาจใช้งบประมาณปี 2569 โดยต้องพิจารณาว่างบประมาณคงเหลือมีจำนวนเท่าใด ส่วนงบประมาณปี 2570 จะต้องเริ่มกระบวนการจัดทำใหม่ ซึ่งจะทำให้มีช่องว่างและความยืดหยุ่นในการดำเนินโครงการมากขึ้น

นายเอกนิติ ยังระบุว่า จะเร่งเดินหน้าผลักดันการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ Thailand FastPass โดยโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อได้ทันที และคาดว่าจะช่วยผลักดันให้เม็ดเงินลงทุนทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการแสดงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยยังมีจุดแข็ง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่

Back to top button