ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ. ดีสุดรอบ 9 เดือน ห่วงสงคราม “ตะวันออกกลาง” กด GDP โตต่ำ 1%

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ ฟื้นสูงสุดรอบ 9 เดือน หวั่นสงครามตะวันออกกลาง กดจีดีพีโตต่ำ 1%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยยังไม่รวมผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง พบว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 52.8 เป็น 53.7 แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเนื่อง

ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% ดีกว่าที่คาดและปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจ ในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2% ประกอบกับความหวังที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจัยลบหลักเป็นเรื่องสงครามตะวันออกกลาง ที่มองความเป็นไปได้มากสุดประมาณ 2 เดือน กระทบจีดีพี (GDP) ไทย 1% ทำให้คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ประเมินผลกระทบต่อไทยเป็น 3 กรณี ได้แก่

กรณีแรก ระยะ 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท ส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท คิดเป็น 0.35% ของจีดีพีที่ลดลง

กรณีที่สอง ระยะ 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบจีดีพีให้ลดลง 1.07%

และกรณีที่สาม ระยะ 6 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท มูลค่าส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบจีดีพีให้ลดลง 2.31%

นอกจากนี้ ไทยถูกกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว แม้ช่วงแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีนที่มากกว่าคาดไว้ และความตึงเครียดชายแดนไทยและกัมพูชาที่เริ่มลดลง

โดยพบว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์แรกเดือนมีนาคม ปรับลดลง 8.97% จากสัปดาห์ก่อน 292 เที่ยวบินยกเลิกสะสม ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป-ตะวันออกกลาง หายไป 18% โดยคาดว่าจังหวัดภูเก็ต ได้รับความเสียหายมากสุด 70.6% ของประเทศ เพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางสูง ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายตลาดต่างชาติไว้ที่ 36.7 ล้านคนในปี 2569 แต่ 27% ของตลาดกำลังถูกตัดออกจากเส้นทางบิน

มูลค่าผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป มี 3 กรณี คือ หากยืดเยื้อ 1 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 138,000 คน รายได้หายไป 8,970 ล้านบาท แต่หากยืดเยื้อ 3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 320,000 คน รายได้หายไป 20,800 ล้านบาท และหากยืดเยื้อ 6 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 450,000 คน รายได้หายไป 29,250 ล้านบาท

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะ ได้แก่ ออกแคมเปญ “ไทยปลอดภัย” เจรจาสายการบินยุโรปขยายเที่ยวบินตรง กระตุ้นตลาดมาเลเซีย-อินเดีย-อาเซียนแทนตลาดที่สูญเสียไป ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน หาแหล่งพลังงานทางเลือก ลดภาษีที่เป็นภาระให้ผู้ประกอบการ พร้อมมองภาครัฐดูแลราคาน้ำมันหน้าปั๊ม 15 วัน หากมีมาตรการต่อไปในการดูแลภาคผู้ประกอบการ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะผลกระทบจากค่าขนส่งจะทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้น

Back to top button