ส.อ.ท.ห่วงต้นทุนพุ่งจากสงคราม ฉุดเชื่อมั่นอุตฯ มี.ค. สินค้าจ่อขึ้น 3-5%

ส.อ.ท. ชี้ต้นทุนพลังงานพุ่งจากสงคราม กดความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม มี.ค. ชะลอ เตือนสินค้าจ่อปรับขึ้น 3-5% หากดีเซลไม่เกิน 33 บาทยังพอประคองได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 มี.ค.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้อัตราภาษีของไทยปรับลดลงชั่วคราว 150 วัน ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการในระยะสั้น ควบคู่กับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในเดือนมีนาคม 2569 เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและกดดันต้นทุนการผลิตในภาพรวม

ภาครัฐได้ปรับกรอบตรึงราคาน้ำมันดีเซลจากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยอยู่ระหว่างการทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคาดีเซลยังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้ จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก ปิโตรเคมี และปูนซีเมนต์

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการขนส่งทางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทางการเดินเรือ ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ราคาน้ำมันเตามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 7-8 บาท เป็นประมาณ 23-24 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก

ส.อ.ท. ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่

ฉากทัศน์ที่ 1 หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด โดยต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไร

ฉากทัศน์ที่ 2 หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยต้นทุนขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 5-12% ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% และเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5-1.0% โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs จะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ฉากทัศน์ที่ 3 หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง โดยต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) อาจปรับเพิ่มขึ้นถึงระดับ 5 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 6-8% ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในระดับสูง

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่ การอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน การพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียมและเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ และการบริหารราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไป

พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. แนะนำให้เร่งออกมาตรการรองรับ โดยยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ควบคู่กับการใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) รวมถึงเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มมูลค่าการแปรรูป และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Back to top button