
จับตาครม. เคาะกรอบงบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านลบ. – โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่
ครม. เตรียมเคาะกรอบงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท คุมขาดดุล พร้อมจับตาปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ ช่วยผู้ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วย ขณะ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังไม่เข้าวาระวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 เม.ย.69) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาวาระด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมประเทศและค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการทบทวนประมาณการรายได้และกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570
ที่ประชุมเตรียมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 ขณะที่ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.4 จากปีก่อน สะท้อนแนวทางรักษาวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจ
สำหรับกรอบการคลังระยะปานกลาง คาดว่าหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 13.79 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69.4 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะมีมูลค่ารวม 20.44 ล้านล้านบาท ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบายการคลังในระยะต่อไป
ในด้านค่าครองชีพ กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มุ่งเน้นลดค่าครองชีพ กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จ่ายไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย พร้อมมีเป้าหมายปรับโครงสร้างแบบขั้นบันได
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอแนวทางกู้เงินเพิ่มเติมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยต้องติดตามรูปแบบการดำเนินการว่าจะมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระหนี้สะสมมากกว่า 60,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุมจะรับทราบโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนมและรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ
สำหรับวันนี้กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องการเตรียมการด้านงบประมาณ สำหรับการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2569
ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือชื่อเดิม “คนละครึ่ง พลัส” ที่รัฐจะช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในอัตรา 60:40 รัฐจ่าย 60% ประชาชน จ่าย 40% รวม 4,000 บาท จะเป็นการจ่ายเดือนละ 1,000 บาท คาดว่าอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า ที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

