‘มหกรรมออกพันธบัตร’ กับวิกฤตหนี้สาธารณะยุคใหม่

ปี 2569 รัฐบาลทั่วโลก ระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรแบบซินดิเคต (Syndicated Bond) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก


ปี 2569 รัฐบาลทั่วโลก ระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรแบบซินดิเคต (Syndicated Bond) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ทำลายสถิติเดิม แต่สูงกว่าช่วงครึ่งแรกปี 2563 ที่เป็นยุคที่โลกเผชิญวิกฤตการณ์โควิด-19 สะท้อนให้เห็นว่าสภาวะการคลังทั่วโลก กำลังตึงตัวอย่างหนัก ทว่าสิ่งที่น่าสนใจและแตกต่างจากวิกฤตครั้งก่อนคือ “วัตถุประสงค์” ในการกู้ยืมเงินของภาครัฐที่เปลี่ยนจากนโยบายเยียวยาเศรษฐกิจไปสู่มิติความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์

ปัจจัยหลักผลักดันให้เกิดการออกพันธบัตรมหาศาลครั้งนี้ มาจากชนวนเหตุ “สงครามตะวันออกกลาง” และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น กระทบเป็นโดมิโน ไปยังงบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหมของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะแถบยุโรป ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงมหาอำนาจอย่างเยอรมนี ต่างต้องปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทางการคลัง เพื่อเปิดทางให้สามารถจัดสรรงบประมาณรายจ่ายหลายแสนล้านยูโร เพื่อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และเสริมสร้างความมั่นคง ที่สำคัญปัญหาราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวนจากภัยสงครามบีบให้รัฐบาลต้องใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชน

นอกเหนือจากงบประมาณด้านความมั่นคง เม็ดเงินอีกจำนวนมากถูกนำไปใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานแบบดั้งเดิม การลงทุนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะขาดดุลงบประมาณเร่งตัวขึ้นมา ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551 ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทั่วโลก ไม่สามารถพึ่งพารายได้จากการจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว ขณะที่ต้นทุนทางการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงทรงตัวระดับสูง ทำให้ภาระหนี้สาธารณะกลายเป็นโจทย์หินที่แก้ยาก

ความน่าสนใจของการระดมทุนรอบนี้ คือ การเลือกใช้ช่องทาง “พันธบัตรแบบซินดิเคต” หรือการจัดจำหน่ายผ่านกลุ่มธนาคาร แทนที่จะเป็นการประมูลพันธบัตรตามปกติ แม้ช่องทางนี้จะมีสัดส่วนมูลค่าน้อยกว่า แต่ “อิตาลี, สหราชอาณาจักร, เบลเยียมและประเทศอื่น ๆ เลือกใช้เนื่องจากช่วยให้สามารถบริหารจัดการและเลือก “จังหวะเวลา” ในการเสนอขายได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก ที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจต้องดำเนินนโยบายเข้มงวดขึ้นอีก

อีกหนึ่งระเบิดเวลาที่ทำให้ปริมาณพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น คือภาระการ “รีไฟแนนซ์” (Refinancing) หนี้สาธารณะก้อนใหญ่ที่รัฐบาลแต่ละประเทศเคยออกไว้ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์และเริ่มทยอยครบกำหนดไถ่ถอนปี 2569 ข้อมูลจากสถาบันการเงิน ระบุว่า มูลค่าการรีไฟแนนซ์หนี้ของกลุ่มประเทศยูโรโซนเพิ่มขึ้น 26% บีบให้รัฐบาลต้องยอมออกพันธบัตรรุ่นใหม่ ที่มีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อนำเงินไปชำระคืนหนี้เก่า ส่งผลให้สถิติการออกหนี้ใหม่พุ่งกระฉูด หลายประเทศพยายามเร่งระดมทุนล่วงหน้า เพื่อปิดล็อกต้นทุนทางการเงิน ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะขยับสูงไปกว่านี้

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัค คือ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี มีอัตราผลตอบแทน (Yield) ทะลุ 5% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่สหราชอาณาจักรออกพันธบัตรอายุ 10 ปี ด้วยผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551”

แม้ว่าต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูง แต่นักลงทุนทั่วโลกยังมีความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างท่วมท้น โดย เฉพาะพันธบัตรระยะสั้น เนื่องจากมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ดีสุดในยามที่โลกเผชิญภาวะสงคราม และเงินเฟ้อจากตะวันออกกลาง ในมุมของรัฐบาลการใช้จังหวะที่ตลาดยังมีสภาพคล่องสูง เพื่อระดมทุนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ทว่าระยะยาวการออกพันธบัตรครั้งใหญ่นี้ กำลังสร้างแรงกดดันเสถียรภาพการคลังของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Back to top button