“คลัง” หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.6% ชี้ภูมิรัฐศาสตร์–พลังงานกดดัน แนะพึ่งอุปสงค์ในประเทศ

สศค. กระทรวงการคลัง ประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 2569 เหลือ 1.6% รับแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์-ราคาพลังงาน แม้ส่งออกโต 6.2% ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 เม.ย.69) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

กระทรวงการคลังคาดว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.6 ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.1–2.1 ได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นสำคัญ

ด้านการส่งออก คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวร้อยละ 6.2 จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้าหลัก และสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 13.9 จากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อรองรับการลงทุนและการผลิตในระยะต่อไป รวมถึงได้รับผลจากราคาพลังงานนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.3 ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการภาครัฐที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น การดำเนินโครงการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

ด้านภาครัฐยังมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.3 และการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 3.0 ต่อปี ช่วงคาดการณ์ร้อยละ 2.5–3.5 ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตราคาพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง ควบคู่กับความพร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

พร้อมกันนี้ มีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 30 ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้า สถานการณ์เอลนีโญที่อาจนำไปสู่อุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“คลัง” หั่นจีดีพี ปี 68 เหลือ 2.2% คาดปีนี้โต 2% ท่องเที่ยว–บริโภคหนุนเศรษฐกิจ

Back to top button