
“นักวิชาการ–สมาคมค้าปลีก” ชงรัฐดึงโมเดิร์นเทรดร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส” ดัน GDP-ภาษีเพิ่ม
นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย เสนอรัฐบาลขยายสิทธิ์ร้านค้าปลีก–โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชี้ช่วยเพิ่มแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจ หนุนเม็ดเงินหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเพิ่มรายได้ภาษีรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังถูกจับตาในฐานะเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นกำลังซื้อภายในประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากภาควิชาการและภาคธุรกิจเริ่มเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากรัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้านบาทเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดที่อยู่ในระบบภาษีสามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มค้าปลีกทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ เพราะจะช่วยขยายแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจให้ยาวนานและมีพลังมากขึ้น
ทั้งนี้ หากยังคงหลักเกณฑ์เดิม โครงการอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้นในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ขณะที่มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยผลักดัน GDP ได้ราว 0.4-0.5%
ดร.อัทธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลเปิดให้กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม จะทำให้เกิดแรงหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเม็ดเงินจะเชื่อมโยงไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบ โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐยังสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคลกลับคืนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ การตัดร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทออกจากโครงการ อาจเท่ากับเป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษีและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยภาควิชาการเสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการระยะกลางรองรับต่อจากไทยช่วยไทยพลัส ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอุตสาหกรรม การพัฒนาภาคเกษตร และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อรักษาแรงส่งเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 และต้นปีหน้า
ด้านนายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่มาถูกจังหวะ และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง โดยครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% รวมถึงการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 13 ล้านราย ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกไทยเสนอว่า หากรัฐบาลขยายสิทธิ์ให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมเพิ่มเติม จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดในการใช้สิทธิ และทำให้เม็ดเงินกระจายไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในวงกว้างมากกว่าเดิม เนื่องจากสินค้าจำนวนมากในโมเดิร์นเทรดเป็นสินค้าจากผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทยเช่นกัน อีกทั้งการเปิดให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีเข้าร่วมมากขึ้น จะช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บ VAT กลับคืนได้เพิ่มขึ้นด้วย
นายณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะการสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม การควบคุมสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคค้าปลีกไทยในระยะยาว
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การผลักดันแนวคิดจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ้างงานและเปิดโอกาสให้แรงงานพาร์ทไทม์มีรายได้มากขึ้น รวมถึงการเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระบบคืนภาษีแบบทันที ณ จุดขาย หรือ Instant Tax Refund และแนวคิด Phuket Sandbox พื้นที่ปลอดภาษี เพื่อกระตุ้นการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าสู่ภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ทั้งนี้ ข้อเสนอจากภาควิชาการและภาคค้าปลีกสะท้อนตรงกันว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินระยะสั้น หากรัฐบาลออกแบบมาตรการให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจจริงอย่างครบวงจร โดยเฉพาะการเปิดให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้เต็มห่วงโซ่อุปทาน เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาษีกลับคืนรัฐ และสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

