
“ศุภจี” ถก USTR เร่งปิดดีลการค้าสหรัฐ ลดแรงกดดันภาษี–ดันลงทุนเพิ่ม
รองนายกฯ “ศุภจี” หารือ USTR เร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หวังลดแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐฯ พร้อมดันความร่วมมือการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานไทย–สหรัฐฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับนายเจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) และนายริก สไวต์เซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569

นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่อาจใช้มาตรการทางการค้ากับไทย
นางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น เกษตรแปรรูปและพลังงาน รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง
โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม พร้อมแจ้งแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งนี้ ในประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน นางศุภจี ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่า ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่สามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐฯ ยังแสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน
ในด้านกรอบเวลา นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมายสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยในฐานะประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต
นางศุภจี ระบุด้วยว่า กระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 ระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทย
- ถก “แทมมี” ขยายการค้า–ลงทุน

นอกจากนี้ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ นางศุภจี ยังได้หารือกับนางแทมมี ดักเวิร์ธ (Tammy Duckworth) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สหรัฐฯ โดยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว
พร้อมกันนี้ ไทยยังได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
นางศุภจี กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวม 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากสหรัฐฯ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า

