
“พาณิชย์” แจงคุมเข้ม “เอกชน” นำเข้าข้าวโพดสหรัฐ ย้ำไม่กระทบเกษตรกรไทย
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงไทยลงนามความร่วมมือซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ เป็นเรื่องภาคเอกชน หากปริมาณวัตถุดิบในประเทศเพียงพอ จะไม่จำเป็นต้องนำเข้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 พ.ค.69) นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจง ตามที่ปรากฏกระแสข่าวในหลายสื่อสำนักว่า “เตรียมลงนามสัญญาเพื่อนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 1 ล้านตัน” ว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเชิญจากภาคเอกชนของไทย เป็นสักขีพยานของการลงนามความร่วมมือในการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ระหว่างภาคเอกชนของไทยกับสหรัฐฯ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยนำวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับไปใช้ในกระบวนการผลิต เป็นการเพิ่มทางเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ซึ่งการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือของภาคเอกชนไทย-สหรัฐฯ ครั้งนี้ เป็นหลักประกันว่า ในอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออกของไทย จะมีความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในส่วนของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน ในขณะที่ในประเทศผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านตัน ทำให้ภาพรวมประเทศไทยมีปริมาณความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกินกว่าปริมาณผลผลิตที่ได้อยู่ถึงปีละประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา สปป.ลาว และใช้วัตถุดิบทดแทนอื่นทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศมาเพิ่มเติม เช่น ข้าวสาลี จากยูเครนและออสเตรเลีย รวมประมาณปีละ 4 ล้านตัน
โดยผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด ได้แก่
ด้านราคา ผู้ประกอบการจะต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 5 ล้านตันให้หมดก่อน โดยผู้รวบรวมในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร อุทัยธานี จะต้องรับซื้อที่ความชื้น 30% จากเกษตรกร ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7.05 บาท และโรงงานอาหารสัตว์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะต้องรับซื้อที่ความชื้น 14.5% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท
ด้านการนำเข้า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบทดแทนที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ จะต้องมีการกำกับดูแลไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ
โดยภาพรวม หากปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ปริมาณ 9 ล้านตัน ผู้ประกอบการจะไม่มีความจำเป็นในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม หากปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์มีไม่เพียงพอ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบจะมีการบริหารจัดการให้ไม่กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ
อย่างไรก็ดี จากการกำหนดมาตรการเข้มงวดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนและแสดงใบรับรองว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการทำเกษตรแบบ “ปลอดการเผา” ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามนโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง
ขณะเดียวกันสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้า ข้าวสาลี และ กากถั่วเหลือง เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องเร่งประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยนำเข้าจากแหล่งวัตถุดิบนำเข้าภายใต้กรอบความตกลงทางการค้าอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐฯ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดภาวะวัตถุดิบขาดตลาด เพิ่มทางเลือกการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่องที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และสัตว์น้ำ เนื้อสัตว์แปรรูปที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก รวมถึงเพื่อรับประกันความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
นอกจากนี้ ความตกลงของภาคเอกชนดังกล่าว จะเป็นกลไกหนึ่งในยุทธศาสตร์พัฒนาความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ ในระยะยาว ที่กระทรวงพาณิชย์มุ่งหวังให้เป็นการวางรากฐานในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐของสหรัฐฯ ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาการค้าที่ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะเร่งสรุปผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยที่มีตลาดสหรัฐเป็นตลาดอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ สินค้าประมง ผักและผลไม้แปรรูป นอกจากนั้น ประเทศไทยยังสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการส่งออกไทยได้เพิ่มเติมจากการต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว
สำหรับข้อกังวลทางด้านผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีต่อสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าที่เป็นวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาทิ รำ แกลบ ปลายข้าวนั้น
กระทรวงพาณิชย์ ระบุได้สื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงนามดังกล่าว กับนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ซึ่งมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์และความจำเป็นทางด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารและอาหารสัตว์ทั้งในและต่างประเทศของภาคเอกชน และเข้าใจในบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ ซึ่งสมาคมฯ กับกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชาวนา โดยเฉพาะราคารำข้าวและปลายข้าวที่จะมีผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือก
ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในส่วนที่เกินจากโควตา 1 ล้านตัน จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงถึงร้อยละ 72 บวกด้วยค่าธรรมเนียมนำเข้า 180 บาทต่อตัน จึงทำให้ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำเข้าย่อมแข่งขันได้ยาก เมื่อเทียบกับ วัตถุดิบในประเทศที่ไม่เจอภาษี และ ค่าใช้จ่ายในการขนส่งระหว่างประเทศ
สำหรับข้อกังวล การนำเข้าสินค้าเกษตรส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศนั้น กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การนำเข้าสินค้าเกษตรมา มีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช
และจัดทำ “พิธีสาร” (Protocol) ร่วมกับประเทศคู่ค้า เพื่อวางเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุต้นทาง พร้อมบังคับใช้มาตรการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทางตามมาตรฐานสากล เช่น การรมยาหรือการอบความร้อน ก่อนกำกับดูแลผ่านระบบใบอนุญาตและใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) โดยสินค้าทุกล็อตจะถูกสุ่มตรวจอย่างละเอียด ณ ด่านตรวจพืช เพื่อสกัดกั้นสินค้า โรค และแมลง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สมดุลของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ เกษตรกร พ่อค้า ผู้ประกอบการผลิต ผู้ส่งออก และ ที่สำคัญ คือ ผู้บริโภค ที่ไม่ควรได้รับผลกระทบด้านราคาจากต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่พึงจะเป็น

