“ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนกำลังซื้อ รัฐเร่ง 25 โครงการลงทุน 2.23 แสนล้านบาท

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากเอกชนและประชาชน เดินหน้ามาตรการลงทุนคู่ขนาน เร่ง 25 โครงการภายใต้ “Thailand FastPass” มูลค่ารวมกว่า 2.23 แสนล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 พ.ค. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางบวกจากทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน โดยมุ่งประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ราว 0.2-0.3% และอาจเพิ่มขึ้นถึง 0.5% หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ยังช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นสอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังจำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่านเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กัน ทั้งการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมภายใต้มาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และบริษัท เวียตเจ็ท กรุ๊ป (VIETJET GROUP)

“มาตรการไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะช่วยสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้าทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” นางสาวรัชดา กล่าว

Back to top button