TISA กู้ชีพหุ้นไทย..?

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” หวนกลับมารับตำแหน่ง ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) อีกครั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2569


“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” หวนกลับมารับตำแหน่ง ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) อีกครั้ง

มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2569

การเข้าครั้งนี้ ยังคงเข้ามาในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) หลังเคยนั่งประธาน FETCO เมื่อปี 2553-2557 และ ปี 2561-2565

ส่วนตำแหน่งนายกสมาคมนักวิเคราะห์ฯของ ไพบูลย์ มานั่งในฐานะเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้

FETCO มีสมาชิก 7 องค์กรเอกชนประกอบด้วย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หากจะถามว่า FETCO มีหน้าที่อะไร

คำตอบแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะครับ คือ เป็นศูนย์กลางของบุคลากรในองค์กรด้านตลาดทุน ร่วมกันขับเคลื่อน และเป็น “กระบอกเสียง” ของเอกชนเกี่ยวกับทิศทางตลาดทุนไทย

ภารกิจแรกของไพบูลย์ ในฐานะกลับมานั่งประธาน FETCO เหมือนจะคือ TISA ที่ย่อมาจาก Thailand Individual Savings Account

ไพบูลย์ เป็นคนเริ่มต้นแนวคิด TISA เมื่อตอนที่อยู่กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF)

ไพบูลย์ บอกว่า เขาได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีการพาคณะกรรมการฯ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดูงาน NISA ที่ประเทศญี่ปุ่น

ย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า แล้วเหตุใดตลาดหุ้นไทยต้องมี TISA

มีการเปรียบเทียบว่า เวลาคนป่วยไปหาหมอ

หมอที่เก่งจริงไม่ใช่คนที่รักษาตามอาการ แต่ต้องหา “ต้นตอของโรค“ ให้เจอ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราพูดถึงตลาดหุ้นไทยกันเยอะมาก

หุ้นไม่ขึ้น, ต่างชาติขาย, นักลงทุนรายย่อยหาย, IPO ไม่คึกคักเงียบเหงา

แต่ถ้าถามว่าอาการที่น่ากังวลที่สุดคืออะไร “ไพบูลย์” ตอบชัดเจนว่า คือ “สภาพคล่อง” ครับ

ปี 2564 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยอยู่ราว ๆ 9 หมื่นล้านบาท

ปี 2568 ต่อเนื่องมาต้นปี 2569 เหลือเพียงกว่า 4 หมื่นล้านบาท และแม้ว่าล่าสุดวอลุ่มเทรดจะกลับมาคึกคัก เฉลี่ยมากกว่า 5.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน

ทว่า ต้นตอของโรค ยังไม่ได้รับการรักษา

โอกาสที่หุ้นไทยจะกลับมาเงียบเหงา  มาร์เก็ตติ้งนั่งตบยุง ยังคงเกิดขึ้นได้อีก

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของตลาดหุ้นครับ

แต่เป็นปัญหาของเศรษฐกิจไทย เพราะตลาดทุนมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่น คือเปลี่ยน “เงินออม” ให้กลายเป็น “เงินลงทุน” และเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้กลายเป็น “การเติบโต”

เมื่อกลไกนี้อ่อนแรง เศรษฐกิจก็เดินได้ช้าลง

TISA ไม่ใช่เป็นผลิตภัณฑ์การเงินใหม่

แต่จริง ๆ แล้วเป็นแนวคิดที่หลายประเทศใช้มานาน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ผ่านระบบที่ชื่อ NISA

หัวใจสำคัญของ TISA คือการสร้างบัญชีออมและลงทุนที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่แตกต่างจาก RMF ตรงที่สามารถลงทุนหุ้นโดยตรงได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านกองทุนเท่านั้น

ฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ความจริงสำคัญมาก ๆ เลยครับ

เพราะคนจำนวนไม่น้อยอยากเลือกหุ้นเอง อยากบริหารพอร์ตเอง และอยากถือครองธุรกิจที่เชื่อมั่นในระยะยาว

TISA จึงเป็นเหมือนการเปิดประตูให้เงินออมไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยตรง

คำถามคือ รัฐจะยอมสูญเสียภาษีหรือไม่

คำตอบของ ไพบูลย์ น่าสนใจ โดยเขามองว่าการลดหย่อนภาษีไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็น “การลงทุน” เพราะระยะสั้นรัฐอาจเก็บภาษีได้น้อยลง

แต่ถ้าตลาดทุนแข็งแรงขึ้น ธุรกิจระดมทุนได้ เศรษฐกิจขยายตัว ประชาชนมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น

สุดท้ายภาษีก็จะกลับคืนมาในรูปแบบอื่น

นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Wealth Effect

ข้อเสนอที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ไพบูลย์ ไม่อยากให้ TISA ไปใช้วงเงินลดหย่อนเดิมร่วมกับ RMF หรือ PVD

เพราะถ้าดึงมาจากกระเป๋าเดิม ก็ไม่ได้สร้างเงินใหม่เข้าสู่ระบบ เหมือนย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา จึงเสนอให้เป็นวงเงินใหม่โดยเฉพาะ

เริ่มต้น 5 แสนบาท และในช่วง 2 ปีแรก เพิ่มได้อีก 3 แสนบาท

รวมเป็น 8 แสนบาท

TISA เสนอให้ถือเพียง 5 ปี ไม่ต้องรอถึงอายุ 55 ปีแบบ RMF หรือระหว่างทางสามารถขายหุ้นตัวหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปลงทุนอีกตัวได้

แต่ห้ามถอนเงินออกจากบัญชี

แนวคิดนี้สะท้อนความเข้าใจ “พฤติกรรม” นักลงทุนยุคใหม่ ที่ต้องการความยืดหยุ่นมากกว่าการถูกล็อกเงินยาวหลายสิบปี

ทั้งหมดนี้กำลังจะถูกนำกลับไปหารือกับภาครัฐอีกครั้ง

ผ่านความร่วมมือของ FETCO และกระทรวงการคลัง

ส่วนจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ยังไม่มีใครตอบได้ครับ

Back to top button