
“ศุภจี” ชี้สหรัฐ-อิหร่านสงบคึก หนุนส่งออกไทยดีขึ้น เล็งลดราคาสินค้าตามต้นทุน
“ศุภจี” มองหากสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลง จะช่วยให้ต้นทุนขนส่งและราคาพลังงานผ่อนคลาย หนุนส่งออกไทยทิศทางดีขึ้น พร้อมจับตาต้นทุนสินค้า ก่อนหารือผู้ประกอบการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (16 มิ.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มีแนวโน้มคลี่คลาย หลังมีรายงานว่าเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งถูกจับตาว่าอาจช่วยลดแรงกดดันต่อการค้าโลกและต้นทุนโลจิสติกส์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กระทรวงพาณิชย์มีแนวโน้มปรับเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2569 หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า การส่งออกของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ดีมาก คิดว่าคงจะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูความชัดเจน เพราะยังไม่ทราบว่าจะมีการลงนามข้อตกลงเมื่อใด แต่กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์มาตั้งแต่ต้นปี
เมื่อถามถึงสถานการณ์การเดินเรือทางทะเล นางศุภจี กล่าวว่า “ตอนนี้ยังเหมือนเดิมก็ต้องรอ ถ้าเกิดว่ามีการเซ็นสัญญาสงบศึกกันจริง ๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน ต้องรอดูทิศทาง แต่ก็ไม่นาน อีก 1-2 วันก็คงเห็น ขณะที่พวกเราทุกคนต้องเตรียมตัวให้มากที่สุดว่าเกิดเหตุการณ์อะไรก็ต้องพร้อมรับมือ”
นางศุภจี กล่าวต่อว่า หากสถานการณ์คลี่คลาย ไทยจะได้รับประโยชน์จากการขนส่งสินค้าที่คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยลดความติดขัดของเส้นทางขนส่ง ขณะที่ราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของสินค้าแทบทุกประเภทมีแนวโน้มผ่อนคลายลง จะส่งผลให้กำลังซื้อดีขึ้น และช่วยสนับสนุนการส่งออก รวมถึงการค้าขายโดยรวมให้ขยายตัวมากขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อทบทวนสินค้าและมาตรการกำกับดูแล
“สินค้าอุปโภคบริโภคยังปกติ เป็นเหมือนเดิม ราคาเราก็ดูแลอยู่ และมีสินค้าทางเลือกอยู่ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตั้งแต่เดือนเมษายน รวมทั้งตอนนี้มีโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” ของกระทรวงการคลังที่รัฐช่วยจ่าย ก็ยิ่งช่วยผ่อนคลายเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และมีสินค้า SME เข้ามาอยู่ในเครือข่ายแล้วด้วย น่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย คือ ลดค่าครองชีพ และเพิ่มรายได้ให้ประชาชน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย” นางศุภจี ระบุ
เมื่อถามว่า สินค้าที่ปรับขึ้นราคาไปแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการผลักดันให้ผู้ประกอบการลดราคาหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า หากเป็นสินค้าควบคุมทั้ง 66 รายการ กระทรวงพาณิชย์จะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อพิจารณาโครงสร้างต้นทุน โดยหากราคาน้ำมันปรับลดลง แต่ผู้ประกอบการยังมีต้นทุนจากการจัดซื้อสินค้าในช่วงก่อนหน้า ก็อาจยังไม่สามารถปรับลดราคาได้ทันที ส่วนสินค้านอกบัญชีควบคุม จะใช้มาตรการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการควบคู่กันไป
เมื่อถามถึงผลตอบรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” และความเป็นไปได้ในการเพิ่มวงเงินโครงการ นางศุภจี กล่าวว่า คงต้องรอการประเมินผลจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะพิจารณาเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าหากโครงการสร้างประโยชน์ให้ประชาชนและช่วยให้การค้าขายคึกคัก ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย นางศุภจี มองว่า เดิมประเมินอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2% ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงเดิม แต่หากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก็อาจเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ต้องมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่ให้ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม กกร. ล่าสุดได้มีมติเห็นชอบคงสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีการปรับมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท
สินค้าที่เพิ่มมาตรการกำกับดูแล ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เม็ดพลาสติก หอมหัวใหญ่ และกระเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และการขนย้ายสินค้า ขณะที่สินค้าที่สถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ได้ปรับลดระดับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาด

