
“ศุภจี” แจงสภาปมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ย้ำไม่เพิ่มโควตานำเข้า-คุมเข้ม GMO ดูแลราคาช่วยเกษตรกร
“ศุภจี” ชี้แจงสภาฯ ปมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยืนยันการนำเข้ายังอยู่ภายใต้กรอบเดิม ไม่มีเพิ่มโควตา พร้อมดูแลโครงสร้างราคาช่วยเกษตรกรทั้งพื้นที่หลักและพื้นที่ห่างไกล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 มิ.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม เกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้อกังวลเรื่องข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)
นางศุภจี ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขเดิม ไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าเกินโควตาที่กำหนด
ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ราว 5 ล้านตัน และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 5.3 ล้านตัน ทำให้ยังมีความจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์
อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบส่วนที่ขาดไม่ได้มาจากการนำเข้าข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี มันเส้น และปลายข้าว โดยที่ผ่านมาไทยใช้วัตถุดิบภายในประเทศควบคู่กับการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน
สำหรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตปลอดการเผาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงถึง 49% เนื่องจากมีการตรวจสอบแหล่งผลิตและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด
“เมื่อการนำเข้าจากแหล่งเดิมลดลง ผู้ประกอบการอาหารสัตว์จึงจำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและป้องกันปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี ยืนยันด้วยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นเพียงการสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์ ไม่ใช่การเปิดทางให้นำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยการนำเข้ายังคงอยู่ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 อย่างเคร่งครัด หรือการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1 ส่วน จะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน
ทั้งนี้ กรอบการนำเข้าภายใต้ WTO ที่กำหนดไว้ 1 ล้านตันในปี 2569 และเงื่อนไขการรับซื้อผลผลิตในประเทศดังกล่าว จะทำให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีรวมกันได้ไม่เกิน 1.7 ล้านตัน โดยไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าแต่อย่างใด รวมถึงยังคงกำหนดช่วงเวลาการนำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาของเกษตรกร
ด้านการดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์กำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ความชื้น 30% สำหรับพื้นที่ผลิตหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ไว้ที่กิโลกรัมละ 7.05 บาท และกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท
ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่สูงกว่าราคาขั้นต่ำ โดยเกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.03 บาท ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12.85 บาท
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่สูง พื้นที่แปลงเล็ก และพื้นที่ที่มีต้นทุนการรวบรวมผลผลิตสูง
“เราทราบดีว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่สูง ซึ่งมีต้นทุนด้านการขนส่งและการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่หลัก กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับคณะกรรมการ นบขพ. เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการเข้าซื้อผลผลิตและลดภาระต้นทุนของเกษตรกรกลุ่มดังกล่าว” นางศุภจี กล่าว
สำหรับข้อกังวลเรื่องข้าวโพด GMO นางศุภจี ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย พบว่า MOU ที่ภาคเอกชนไทยลงนามกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุการนำเข้าข้าวโพด GMO แต่อย่างใด แต่เป็นการระบุถึงความร่วมมือในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เท่านั้น
ทั้งนี้ หากมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ GMO ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องได้รับใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกักพืช และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ พร้อมกำชับให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและการเพาะปลูกภายในประเทศ
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ยังถือเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศเชิงบวกในการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ โดยการลงนาม MOU ดังกล่าวยังไม่ได้เป็นการซื้อขายสินค้า แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารและอาหารสัตว์แล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในระยะยาว
ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยการนำเข้าทุกกรณีจะต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด ไม่มีการเพิ่มโควตาการนำเข้า และมีมาตรการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และรายได้ของเกษตรกรอย่างรัดกุม

