“ไพบูลย์” ชี้ต่างชาติสะสมหุ้นไทย ชง Fast Track พ่วง Dual-Class Shares ปลดล็อกไอพีโอเทค

FETCO ชี้เงินทุนต่างชาติเริ่มสะสมหุ้นไทย มองพื้นฐานยังน่าสนใจ Forward P/E ต่ำราว 12–13 เท่า คาด IPO ฟื้นเมื่อภาวะตลาดนิ่ง พร้อมเสนอ Fast Track และ Dual-Class Shares หนุนบริษัทเทคเข้าตลาด ดันไทยสู่ศูนย์กลางระดมทุนโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกองทุนสถาบันระยะยาวที่ทยอยกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทย หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เงินทุนต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะสั้นตามจังหวะตลาด

สัญญาณดังกล่าวสะท้อนจากการที่กองทุนต่างประเทศเดินทางเข้าพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (Company Visit) และสอบถามข้อมูลการลงทุนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของตลาดทุนไทย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับ มาจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก นักลงทุนจึงทยอยลดน้ำหนักการลงทุนบางส่วน และกระจายเงินมายังหุ้นในกลุ่มดั้งเดิม (Traditional Sectors) ที่มีความมั่นคงและมีลักษณะเชิงป้องกันความเสี่ยง (Defensive) มากกว่า เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นสื่อสาร และหุ้นขนาดใหญ่ของไทย

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย จากการที่รัฐบาลเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ ประกอบกับไทยยังมีเสถียรภาพด้านนโยบายการเงิน โดยเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไม่มีแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แตกต่างจากหลายประเทศที่ยังอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโตประมาณ 10% ขณะที่ผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังอยู่ในวงจำกัด แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ไทยสามารถบริหารจัดการแหล่งนำเข้าพลังงานได้ดี จึงไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า การประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบจากหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนี เพราะทำให้ภาพรวมของตลาดบิดเบือนจากภาวะที่แท้จริง หากตัดผลกระทบของ DELTA ออก จะพบว่า Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยอยู่เพียงประมาณ 12-13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่าหุ้นไทยส่วนใหญ่ยังมีมูลค่าที่น่าสนใจ

สำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ยังมีจำนวนไม่มากในช่วงครึ่งปีแรก ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านกฎเกณฑ์ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลได้ทยอยปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เป็นผลจากภาวะตลาดที่มีความผันผวน ทำให้หลายบริษัทชะลอการเข้าจดทะเบียน แม้ว่ายังมีบริษัทจำนวนมากที่ต้องการระดมทุนก็ตาม โดยเชื่อว่าเมื่อภาวะตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น จะเห็นบริษัททยอยกลับเข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้น

ในระยะต่อไป FETCO เสนอให้เร่งพัฒนากลไก Fast Track สำหรับบริษัทที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และบริษัทเทคโนโลยี เพื่อลดระยะเวลาการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงศึกษาการนำระบบหุ้นหลายสิทธิ์ออกเสียง (Dual-Class Shares) มาใช้ เพื่อให้ผู้ก่อตั้งธุรกิจสามารถรักษาอำนาจในการกำหนดทิศทางบริษัทในช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจนวัตกรรมเลือกเข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น

“หากประเทศไทยต้องการยกระดับตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนระดับโลก จำเป็นต้องทำให้ต้นทุนการระดมทุนสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ พร้อมพัฒนากฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อธุรกิจยุคใหม่ เพื่อดึงดูดบริษัทคุณภาพเข้าจดทะเบียน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้ร่วมลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 123.77 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ “ร้อนแรง” (Bullish) โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การคลี่คลายของความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยนักลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพาณิชย์ ท่องเที่ยว และการแพทย์ มากที่สุด ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับร้อนแรง แม้จะปรับลดลงจากเดือนก่อนก็ตาม

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ FETCO เริ่มเห็นในตลาด โดยเฉพาะการกลับมาของเงินทุนต่างชาติที่เปลี่ยนจากการลงทุนระยะสั้นมาสู่การทยอยสะสมหุ้นไทยในระยะยาว สะท้อนจากการที่กองทุนต่างประเทศเดินทางเข้าพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน และสอบถามข้อมูลการลงทุนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อทิศทางตลาดทุนไทย

Back to top button