ก.ล.ต. เร่งสอบคดี “สุภาพร” ทบทวนระบบ 246-2 อุดช่องโหว่ยื่นข้อมูลเท็จ

ก.ล.ต. เผยความคืบหน้าคดีรายงานแบบ 246-2 ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ นำข้อมูลออกจากระบบแล้ว พร้อมสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เดินหน้าพิจารณาความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ย้ำยังไม่สรุปว่ามีขบวนการหรือแรงจูงใจ พร้อมทบทวนระบบรับรายงานและการสื่อสารข้อมูล เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของตลาดทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ถึงความคืบหน้ากรณีการรายงานแบบ 246-2 ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จของนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดการข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านระบบของ ก.ล.ต. และกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทั้งสองส่วนได้ดำเนินการควบคู่กันมาต่อเนื่อง

ในส่วนของข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านระบบนั้น ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำข้อมูลที่พบว่าไม่ถูกต้องออกจากระบบเรียบร้อยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ได้ขึ้นเครื่องหมายแจ้งสถานะให้ผู้ใช้งานรับทราบ โดยเริ่มจากการระบุว่าเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ก่อนปรับเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบ” และเมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้วจึงลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. ได้ทำงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โดยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ถ้อยคำ เพื่อนำข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายใดบ้าง

นายเอนก กล่าวว่า เบื้องต้น ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า การนำส่งข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วนจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ยังต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่มีอำนาจ

ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของ ก.ล.ต. สำนักงานจะประสานและส่งข้อมูลหรือข้อสังเกตให้พนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“การที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินคดีล่าช้า แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ ก.ล.ต. ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างรอบคอบและคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการก่อน หากคำชี้แจงไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้ต้องดำเนินการในลักษณะดังกล่าว แต่ ก.ล.ต. ถือเป็นมาตรฐานการทำงานที่ใช้กับทุกคดี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมและรอบคอบที่สุด” นายเอนก กล่าว

สำหรับกระแสข่าวที่มีการอ้างถึงบุคคลหลายรายชื่อ “สุภาพร” ในช่วงที่ผ่านมา นายเอนก กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในชั้นสอบสวนได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลในสำนวนที่มีผู้เกี่ยวข้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเท่านั้นที่สามารถรับทราบได้ แต่ยืนยันว่าบุคคลที่ ก.ล.ต. สอบปากคำเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบของ ก.ล.ต.

ส่วนข้อสังเกตของสื่อมวลชนที่มองว่าการรายงานข้อมูลครั้งนี้มีลักษณะเป็นระบบ และอาจมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการรายงานข้อมูลเท็จนั้น ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เพราะอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง

“เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ร่วมกระทำ มีผู้ได้รับประโยชน์ หรือมีขบวนการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ รวมถึงยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจของผู้กระทำได้ ทุกประเด็นยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน” นายเอนก กล่าว

นายเอนก กล่าวเพิ่มเติมว่า ก.ล.ต. ทำงานร่วมกับ บก.ปอศ. อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ไม่เฉพาะคดีนี้ แต่รวมถึงคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุน เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับกรอบเวลาการดำเนินคดี โดยหลัก ก.ล.ต. จะไม่กำหนดไทม์ไลน์ของกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยอมรับว่าคดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และได้เร่งรัดการดำเนินงานอย่างเต็มที่ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หากมีความคืบหน้าที่สามารถเปิดเผยได้ ก็จะชี้แจงต่อสาธารณชนโดยเร็ว

นอกจากการดำเนินคดีแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังนำไปสู่การทบทวนระบบรับรายงานแบบ 246-2 โดยนายเอนก ระบุว่า ปัจจุบันระบบลงทะเบียนผู้ใช้งานมีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนกับฐานข้อมูลทะเบียนภาครัฐ ขณะที่ความถูกต้องของข้อมูลที่รายงานยังเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้มีหน้าที่รายงาน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ใช้ในตลาดทุนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ยอมรับว่าได้รับข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ทั้งเรื่องการเพิ่มขั้นตอนยืนยันข้อมูล การกำหนดให้แนบเอกสารประกอบ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยตรวจสอบข้อมูล โดยสำนักงานพร้อมรับข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณา

นายเอนก กล่าวว่า การเพิ่มภาระให้ผู้รายงาน เช่น การบังคับให้แนบเอกสารประกอบ อาจไม่สามารถแก้ปัญหาผู้ที่จงใจรายงานข้อมูลเท็จได้อย่างแท้จริง เพราะผู้กระทำอาจจัดทำเอกสารขึ้นมาประกอบได้เช่นกัน ขณะที่ผู้รายงานโดยสุจริตจะต้องรับภาระเพิ่มขึ้น ดังนั้นทุกแนวทางจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการตรวจสอบกับภาระของผู้มีหน้าที่รายงาน

ในส่วนข้อเสนอให้ชะลอการเผยแพร่ข้อมูลจนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องเสร็จสิ้น นายเอนก เห็นว่า หลักการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ที่ใช้ในตลาดทุนทั่วโลกกำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อมูลของตนเอง และเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ชะลอการเปิดเผย เพราะหากต้องรอการตรวจสอบทุกกรณี อาจทำให้ข้อมูลสำคัญเข้าสู่ตลาดล่าช้าและกระทบต่อผู้ใช้ข้อมูล

หลักการดังกล่าวไม่ได้ใช้เฉพาะแบบรายงาน 246-2 แต่ยังใช้กับงบการเงินและการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของบริษัทจดทะเบียนด้วย โดยหากภายหลังพบว่ามีข้อมูลไม่ถูกต้อง หน่วยงานกำกับดูแลจึงจะดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการ

นายเอนก ยอมรับว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ควรปรับปรุงเพิ่มเติมคือการสื่อสารสถานะของข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมทั้งเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยี รวมถึงรับข้อเสนอเรื่องการแสดงสถานะข้อมูลในลักษณะ “ไฟเขียว ไฟเหลือง และไฟแดง” ไปพิจารณา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถประเมินสถานะของข้อมูลได้ชัดเจนกว่าเดิม

นายเอนก กล่าวทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ ก.ล.ต. จะนำไปใช้พัฒนาระบบรับรายงาน การตรวจสอบ และการสื่อสารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและตลาดทุนไทย โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าดำเนินคดีตามพยานหลักฐานและกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ชักช้า แต่ก็ไม่ข้ามขั้นตอนที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย

Back to top button