
“อนุทิน” สั่งทบทวนแลนด์บริดจ์ เร่ง Missing Links เชื่อม 5 ประเทศอาเซียน
นายกฯ สั่งทบทวนแนวทางพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมเร่งเติมเต็มโครงข่ายถนนและระบบรางที่ขาดช่วง เชื่อมจีน–ลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ ลดต้นทุนขนส่งและยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที

รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ หรือ Missing Links ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง การค้า และการลงทุนของประเทศ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของภูมิภาค หากสามารถเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วงได้ จะช่วยให้การขนส่งสินค้ามีความรวดเร็ว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โครงการขนาดใหญ่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน คือการเติมเต็ม Missing Links ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ หรือ North–South Economic Corridor ซึ่งเชื่อมโยงจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์
ทั้งนี้ ในระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่จะเร่งผลักดันการเชื่อมโยงทางรถไฟจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว และเชื่อมต่อไปยังเมืองโม่ฮันของจีน
การเชื่อมโยงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำให้โครงข่ายรถไฟในภูมิภาคสามารถเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับการดำเนินงานในระยะเร่งด่วน รัฐบาลจะเร่งพัฒนาท่าเรือจังหวัดระนอง พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างจังหวัดระนองกับจังหวัดชุมพรผ่านระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาความคุ้มค่า รูปแบบการลงทุน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินโครงการในขั้นต่อไป
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ทำได้จริง เห็นผลเร็ว และสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วง จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค ควบคู่กับการศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

