“เอกนิติ” ชี้เดโมแครตคุมสภาสหรัฐฯ ดันทุน AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ไหลเข้าไทย

“เอกนิติ” มองเดโมแครตคุมสภาสหรัฐฯ จ่อเข้มงวดธุรกิจเทคโนโลยี หนุนเงินลงทุน AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ไหลเข้าไทย ชูไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศหลักห่วงโซ่ AI โลก พร้อมเดินหน้าเจรจาการค้าสหรัฐฯ รักษาวินัยการคลังรับความผันผวน เล็งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 พ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ หลังพรรคเดโมแครตพลิกชนะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่การออกนโยบายหรือการควบคุมการลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ สวนทางกับแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีนโยบายปล่อยอิสระการลงทุนนั้น เบื้องต้นยังมองเป็นผลบวกต่อการลงทุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก สะท้อนได้จากดัชนีตลาดทุนในต่างประเทศปรับตัวลดลงจากความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายในอนาคตหลังจากนี้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนในระยะสั้น

ดังนั้น ประเทศไทยในฐานะประเทศที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้ามากระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างทันท่วงที

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลกตามที่กล่าวข้างต้น ประเทศไทยยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทาน AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับภูมิภาค

ขณะที่ตัวเลขสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทาน AI ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และมองว่าเม็ดเงินลงทุนจะยังไหลเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มเติมอีกต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) นั้น ประเทศไทยค่อนข้างมีศักยภาพ และที่สำคัญยังเป็น 1 ใน 4 ประเทศหลัก ร่วมกับมาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ ใน AI Supply Chain ของโลก รวมถึงเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

ส่วนในมิติของการค้าระหว่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแสวงหาโอกาสเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มเติมผ่านเวทีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 18–19 พฤศจิกายน 2569 ประเทศจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันความผันผวนจากภายนอก โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังคงรักษาวินัยไว้ได้อย่างดีเยี่ยมที่ระดับ 60% กว่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกามีระดับหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินกว่า 100% ของ GDP จนตลาดเกิดความกังวลว่าจะชนเพดานหนี้

ดังนั้น จากวินัยการคลังที่เข้มแข็งดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยมีต้นทุนอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 5% เทียบกับของประเทศไทยที่ 2% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการกู้เงินของไทยมีราคาถูกกว่า และเป็นความแข็งแกร่งที่ไทยพร้อมรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

สำหรับด้านการบริหารความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันโลกเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีความผันผวนสูง รัฐบาลจึงได้เตรียมแผนรองรับไว้พร้อมแล้วทั้งในจังหวะขาขึ้นและขาลงด้วยความไม่ประมาทอย่างเด็ดขาด

ด้านกรอบการดำเนินนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เบื้องต้นยังประเมินทิศทางภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปลายปีและต้นปี 2570 ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายจะต้องเป็นมาตรการที่กระตุ้นในระยะสั้นแต่ได้ผลต่อเนื่องระยะยาว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก

“นโยบายผมต้องกระตุ้นสั้นได้ผลยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นายเอกนิติ กล่าว

Back to top button