
กขค. คุมเข้มแพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งของ! ชงกติกาเหล็กคุม GP เปิดเฮียริ่งถึง 31 ส.ค.นี้
กขค. เดินหน้ากำหนดมาตรฐานแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์ หลังพบตลาดแข่งขันน้อยราย–กระจุกตัวสูง เตรียมกำกับค่าธรรมเนียม ระบบอัลกอริทึม และมาตรฐานความปลอดภัย ยกระดับการแข่งขันที่เป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสภาพการแข่งขันในตลาดเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม (Ride-hailing) ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบเอกสารหลักการ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์” พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569
นางวรวรรณ กล่าวว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หรือผู้ขับรถรับส่งอาหาร (ไรเดอร์) ต่างประสบปัญหากับผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร
ด้วยเหตุนี้ ช่วงปลายปี 2563 กขค. จึงได้ออกประกาศ กขค. เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร กับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร (ไกด์ไลน์ Food Delivery) เพื่อกำกับดูแลตลาดธุรกิจ Food Delivery
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน (ธันวาคม 2563 – สิงหาคม 2569) สำนักงาน กขค. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร รวม 17 เรื่อง และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับขนาดของตลาดธุรกิจ Food Delivery ที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ขณะเดียวกัน ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) ในประเทศไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดราว 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 49,000 ล้านบาท ภายในปี 2572
ปัจจุบันจำนวนไรเดอร์ที่อยู่ในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันมีมากกว่า 400,000 ราย สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจดังกล่าว
นอกจากนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ อาทิ Food Delivery ในไทยเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หลังผู้ให้บริการรายใหญ่บางรายยุติกิจการในไทย ทำให้สภาพตลาดกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 ราย (Duopoly)
ทั้งยังพบประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดดังกล่าว เช่น โครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาระบบอัลกอริทึม เช่น การบังคับใช้ระบบพ่วงงาน (Batching) ที่บังคับให้ไรเดอร์รับงานสองร้านและส่งสองที่พร้อมกัน แต่กลับปรับลดค่ารอบลง ปัญหาระบบจัดลำดับงานที่เอื้อไรเดอร์ระดับสูง ปัญหาความคลาดเคลื่อนของระบบ GPS ที่ทำให้ระยะทางไม่ตรงกับความเป็นจริง และการใช้ Dark Patterns ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิด
นอกจากนี้ ยังพบความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนระหว่างแท็กซี่สาธารณะที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด กับรถส่วนบุคคลที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม จนอาจก่อให้เกิด “สนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม”
นางวรวรรณ ระบุว่า กขค. เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ประกอบกับไกด์ไลน์ Food Delivery ที่เคยออกประกาศใช้เมื่อปลายปี 2563 ยังไม่ครอบคลุมถึงธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์
จึงเห็นควรให้จัดทำ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์” เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์ ทั้งบริการรับส่งของและรับส่งอาหาร
โดยกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม อาทิ
– การเรียกเก็บ GP ค่าโฆษณา และค่า Promotion ที่ไม่เป็นธรรม
– การกำหนดเงื่อนไขจำกัดสิทธิ (Exclusive Dealing) และบังคับราคาเท่ากันทุกช่องทาง (Rate Parity)
– การออกแบบการใช้งานแพลตฟอร์มไม่โปร่งใส จนทำให้ผู้ใช้งานส่งคำสั่งไปโดยเข้าใจผิด (Deceptive Patterns/Dark Patterns)
– การจัดลำดับหรือแสดงบริการของแพลตฟอร์มตนเองก่อน (Self-preferencing)
ทั้งนี้ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานที่แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติ ได้แก่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะและไรเดอร์ การตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้ให้บริการ การเปิดเผยข้อมูลบริการอย่างโปร่งใส และการจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมาย
ทั้งนี้ กขค. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อกำหนดดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569 ที่เว็บไซต์ www.tcct.or.th หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ hearing@tcct.or.th
โดยจะนำความเห็นที่ได้รับมาพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎระเบียบ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ของไทย ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงสวัสดิภาพทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภค โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

