
ก.ล.ต. ชี้ตลาด DR ไทยโตแรง ปี 68 มูลค่าซื้อขาย 1.86 แสนล้าน เพิ่ม 3.1 เท่า
ก.ล.ต. เผยผลศึกษาตลาด DR ไทยช่วงปี 2565–2568 พบมูลค่าซื้อขายโตเฉลี่ย 58% ต่อปี ปี 2568 แตะ 186,214 ล้านบาท เพิ่ม 3.1 เท่าจากปีก่อน ขณะที่ผู้ลงทุนทั่วไปครองสัดส่วนซื้อขายราว 72% พร้อมชี้ประสิทธิภาพด้านราคาปรับตัวดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ส.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดย ฝ่ายวิจัยและขับเคลื่อนข้อมูล เปิดเผยบทความเรื่อง “DR Insight: ถอดรหัสการเติบโตและความเคลื่อนไหวของ DR ไทย” ระบุว่า ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) เป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกโดยผู้ออก DR ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีหลักทรัพย์ต่างประเทศเป็นหลักทรัพย์อ้างอิง
DR ช่วยให้ผู้ลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านตลาดทุนไทย โดยซื้อขายผ่านบัญชีหลักทรัพย์ที่มีอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศ และสามารถซื้อขายเป็นเงินบาทโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
จากการศึกษาพัฒนาการของตลาด DR ไทยในช่วงปี 2565–2568 ครอบคลุมจำนวนหลักทรัพย์ มูลค่าการซื้อขาย โครงสร้างผู้ลงทุน และประสิทธิภาพของราคา พบว่า มูลค่าการซื้อขาย DR ในช่วงดังกล่าวมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 58% ต่อปี โดยในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 186,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 เท่าของ 59,697 ล้านบาท ในปี 2567
เมื่อพิจารณาโครงสร้างผู้ลงทุน พบว่า ประมาณ 72% ของมูลค่าการซื้อขายมาจากผู้ลงทุนทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนไทยเริ่มใช้ DR เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงหลักทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้น
ด้านจำนวนบัญชีผู้ลงทุนที่ซื้อขาย DR ในปี 2568 เติบโตขึ้นเช่นกัน เป็น 86,533 บัญชี เพิ่มขึ้น 1.8 เท่าของ 49,253 บัญชีในปี 2567 ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้ลงทุนบุคคลในประเทศ
นอกจากนี้ เกือบหนึ่งในสามของจำนวนผู้ลงทุน DR ทั้งหมดในปี 2568 เป็นผู้ลงทุนรายใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า DR ช่วยดึงดูดผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ให้รู้จักกับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านตลาดทุนไทย
ขณะเดียวกัน จำนวน DR ที่มีอยู่ในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จาก 42 หลักทรัพย์ในปี 2567 เป็น 168 หลักทรัพย์ในปี 2568 ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงที่หลากหลายขึ้น
อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ระบุว่า นอกจากมูลค่าการซื้อขายและจำนวนหลักทรัพย์แล้ว ประสิทธิภาพด้านราคา (Price Efficiency) ของ DR เป็นอีกส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านคุณภาพที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เพื่อดูว่าราคา DR ในประเทศไทยสามารถสะท้อนมูลค่าของหลักทรัพย์ต่างประเทศที่นำมาอ้างอิงได้มากน้อยเพียงใด
ตามแนวคิด “ประสิทธิภาพด้านราคา” ราคาของ DR ควรเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับมูลค่าตามทฤษฎี ซึ่งคำนวณจากราคาของหลักทรัพย์อ้างอิงของ DR ปรับด้วยอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราแปลงสภาพ (Conversion Ratio)
อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายจริง ราคาของ DR อาจสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าตามทฤษฎีได้ โดยความแตกต่างของราคาดังกล่าวเรียกว่า “Pricing Discrepancy” ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ช่วงเวลาการซื้อขายของตลาดไทยและตลาดต่างประเทศที่ไม่ตรงกัน การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน และระดับสภาพคล่องของ DR เป็นต้น
โดยหลักการ ค่า Pricing Discrepancy ยิ่งน้อย ยิ่งแสดงถึงประสิทธิภาพด้านราคา ซึ่งผลการศึกษาพบว่า DR ของประเทศไทยในช่วงปี 2565–2568 มีค่า Pricing Discrepancy โดยเฉลี่ยประมาณ 0.8% และเมื่อวิเคราะห์เจาะลึกจากข้อมูลรายชั่วโมง พบว่า Pricing Discrepancy โดยเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2566–2568
เมื่อเปรียบเทียบ Pricing Discrepancy กับตลาดอื่นในเอเชียที่มีการซื้อขาย DR จำนวนมาก เช่น ตลาดสิงคโปร์ พบว่า ในภาพรวม DR ไทยมีค่าเฉลี่ยของ Pricing Discrepancy ต่ำกว่า DR สิงคโปร์ แม้ในบางช่วงเวลาค่า Pricing Discrepancy ของ DR ไทยอาจสูงกว่า DR สิงคโปร์เล็กน้อย
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาของ DR ในตลาดไทยโดยทั่วไปสามารถเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับมูลค่าของหลักทรัพย์อ้างอิงได้ดี และประสิทธิภาพของราคามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามพัฒนาการของตลาด
ผลการศึกษายังพบว่า ปัจจัยด้านสภาพคล่องเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับ Pricing Discrepancy โดยเฉพาะส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Bid-ask Spread) หาก Bid-ask Spread กว้าง ผู้ลงทุนอาจต้องซื้อที่ราคาสูงกว่าหรือขายที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม ส่งผลให้ Pricing Discrepancy เพิ่มขึ้นได้
ปัจจุบัน DR ในประเทศไทยมี Bid-ask Spread เฉลี่ยประมาณ 0.84% แม้ระดับดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดมีสภาพคล่องในระดับหนึ่ง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติมได้
ก.ล.ต. ระบุว่า จากการศึกษาพัฒนาการของตลาด DR ในเชิงลึก ทำให้เห็นว่า ตลาด DR ไทยกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัว ทั้งจากมูลค่าการซื้อขาย การเข้ามาของผู้ลงทุนรายใหม่ จำนวนหลักทรัพย์ และจำนวนผู้ออก DR ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยส่งเสริมการแข่งขันและสภาพคล่องในตลาด
ประกอบกับการขยายช่วงเวลาการซื้อขายสู่ช่วงกลางคืน (Night Session) ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ระดับ Pricing Discrepancy มีแนวโน้มลดลง และสะท้อนถึงพัฒนาการด้านประสิทธิภาพของราคา DR ไทยที่ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ความสนใจลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของผู้ลงทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ส่งผลให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนข้ามพรมแดน
ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 สิงคโปร์มีนโยบายส่งเสริมความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในลักษณะความร่วมมือระหว่างประเทศ (Cross-border Partnership) และมีแนวทางเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศ ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างพัฒนากฎเกณฑ์เพื่อรองรับการออก Global Philippine Depositary Receipts
พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า DR ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนที่อ้างอิงหลักทรัพย์ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงตลาดทุนภายในประเทศกับตลาดทุนโลกอีกด้วย
ก.ล.ต. ระบุทิ้งท้ายว่า การเติบโตที่ยั่งยืนของตลาด DR ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหลักทรัพย์หรือมูลค่าการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของราคา สภาพคล่อง ความโปร่งใสของข้อมูล และความเข้าใจของผู้ลงทุนต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
หากองค์ประกอบเหล่านี้พัฒนาไปพร้อมกัน DR อาจทำหน้าที่เป็นสะพานที่ช่วยเชื่อมระหว่างผู้ลงทุนไทยกับโอกาสการลงทุนทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศที่เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าเดิม
ทั้งนี้ ก.ล.ต. เห็นถึงความสำคัญในการกำกับดูแลควบคู่กับการพัฒนาและส่งเสริมทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายให้แก่ผู้ลงทุน ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุนและการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน

