
“อนุทิน” ถก 33 บริษัทสหรัฐ ชวนลงทุนชิป–AI หวังปิดดีลการค้า
นายกฯ เปิดทำเนียบฯ พร้อม “เอกนิติ–ศุภจี–เอกนัฏ” ถกสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน รับฟังแผนลงทุนและข้อเสนอจากผู้แทน 33 บริษัทใน 7 กลุ่มธุรกิจ หวังเดินหน้าสู่ ART หลังเจรจากับ USTR ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 พ.ย. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council หรือ USABC) นำโดย นาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐฯ 33 แห่ง เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การหารือครั้งนี้ ฝ่ายไทยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมด้วย
ส่วนภาคเอกชนสหรัฐฯ มีผู้แทนจาก 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค การขนส่ง โลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน และสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางของแต่ละอุตสาหกรรมและแนวทางขยายความร่วมมือกับไทย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสขยายความร่วมมือไปยังสาขาใหม่ ๆ โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกภายในปี 2573 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

รัฐบาลมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ได้สูงสุด 50% ควบคู่กับโครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ รัฐบาลมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) พร้อมยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ด้านการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมุ่งขยายการเข้าถึงตลาดของภาคธุรกิจไทยและต่างประเทศผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่ ส่วนการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว โดยไทยหวังว่าจะมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade หรือ ART)

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยยินดีส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงขยายความร่วมมือด้านเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า รัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณา และมอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผล โดยประสานผ่าน USABC และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในไทย
ด้านนาย Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และนาย Brian McFeeters กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี โดยคณะที่เดินทางมาครั้งนี้ประกอบด้วยผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในไทย การหารือกับรัฐบาลไทยที่นครนิวยอร์กและระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ช่วยให้ภาคธุรกิจเห็นทิศทางนโยบายและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย โดยบริษัทบางแห่งมีแผนขยายการลงทุนในประเทศ
ขณะเดียวกัน USABC สนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมนำเสนอแผนธุรกิจและข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยผู้แทนทั้ง 7 กลุ่มให้ความเห็นดังนี้
1. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยืนยันความมุ่งมั่นลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกรถยนต์สู่ตลาดโลก พร้อมยกระดับโรงงานให้รองรับทั้งรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต และเร่งเจรจา FTA
2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชมการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการปราบปรามสินค้าปลอมของไทย พร้อมสนับสนุนการกำจัดโรคมาลาเรียภายในปี 2573 ผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค
3. กลุ่มการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย โดยเสนอให้เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า และพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ
4. กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ยืนยันความมุ่งมั่นลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ครอบคลุม AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
5. กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร เสนอให้ดูแลต้นทุนพลังงาน เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารสัตว์ ขยายโอกาสทางการค้าผ่าน FTA และส่งเสริมเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง
6. กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน สนับสนุนการท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยเสนอให้เพิ่มการเชื่อมโยงเที่ยวบินระหว่างประเทศ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ยกระดับระบบชำระเงินดิจิทัล และปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจและการลงทุน
7. กลุ่มสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สนับสนุนการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ การรองรับสังคมสูงวัย และการส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก

