
TU จับมือ ITF คุ้มครองสิทธิ “แรงงานประมงข้ามชาติ” ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน
TU ประกาศความร่วมมือ ITF ระยะเวลา 3 ปี เดินหน้าส่งเสริมการสรรหาแรงงานประมงข้ามชาติอย่างมีจริยธรรม พร้อมยกระดับสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทาน สอดรับกลยุทธ์ยั่งยืน SeaChange 2030
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับสหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (International Transport Workers’ Federation หรือ ITF) โดยกำหนดระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อส่งเสริมแนวทางการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม การคุ้มครองแรงงาน ตลอดจนการพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยาสำหรับแรงงานประมงข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท
สำหรับการดำเนินงานในระยะแรก จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มแรงงานประมงชาวอินโดนีเซียที่ปฏิบัติงานบนเรือประมงสัญชาติไต้หวันซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ TU โดยจะบูรณาการแนวทางการบริหารจัดการคู่ค้าของบริษัท เข้ากับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ ITF เพื่อยกระดับสิทธิ สวัสดิภาพ ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมการทำงานของแรงงานบนเรือประมง
ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว จะมีการแบ่งการดำเนินงานออกเป็นระยะ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมให้แก่แรงงานประมงข้ามชาติ ผ่านการจัดฝึกอบรมก่อนออกเดินทางจากประเทศต้นทาง การลงนามในสัญญาจ้าง การตรวจสอบรายละเอียดสัญญาจ้างและค่าบริการจัดหางาน การให้ความรู้ด้านการเงิน ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย ตลอดจนการให้ข้อมูลด้านสิทธิแรงงานและการเข้าถึงกลไกการร้องเรียนต่างๆ
นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร TU กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และการดูแลให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับ ITF ในครั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นการทำงานที่เป็นระบบและยึดแรงงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับกระบวนการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม พร้อมผลักดันกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยาให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นต้นแบบในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของอุตสาหกรรมโดยรวมต่อไป
ด้าน นายจอห์นนี ฮานเซน ประธานภาคการประมง สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมประมงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงและอันตรายมากที่สุดในโลก ทว่าความเสี่ยงเหล่านี้สามารถบริหารจัดการและป้องกันได้ ความร่วมมือระหว่าง ITF และ TU ในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบสำคัญของการประสานพลังระหว่างองค์กรธุรกิจและสหภาพแรงงาน เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติต่อแรงงานในภาคประมงอย่างเป็นธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังส่งเสริมการนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อมูลด้านแรงงานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการออกแบบกรอบการดำเนินงานในการรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยา ที่เปิดโอกาสให้ทั้ง TU, ITF และเจ้าของเรือประมงได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพลังเสียงของแรงงาน ทำให้สามารถระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมด้วยศักยภาพในการขยายผลความร่วมมือในอนาคต
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนระดับโลกของ TU ในการมุ่งสร้างอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่แข็งแกร่ง ผ่านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ การเสริมสร้างการคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการดูแลสุขภาพของท้องทะเลในระยะยาว

