
บล.ดาโอ ชี้ NEO โชว์รายได้ 68 แตะ 2.9 พันลบ. แนะซื้อ เป้า 24 บาท
บล.ดาโอ ส่งสัญญาณบวกต่อ NEO ชี้รายได้ปี 68 แตะ 2.9 พันล้านบาท ทำสถิติสุงสุด พร้อมเริ่มรับรู้รายได้ในมาเลเซีย พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ที่เป้าหมาย 24.00 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO โดยระบุว่า แม้คาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 140 ล้านบาท ซึ่งลดลง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่อัตราการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าทำได้อย่างโดดเด่นที่ 138% และยังสูงกว่าประมาณการเดิม อันเป็นผลจากรายได้รวมและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าที่คาดไว้
การชะลอตัวของกำไรสุทธิเมื่อเทียบรายปีมีสาเหตุหลักจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเติบโตเมื่อเทียบไตรมาสได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้รวมที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดกาล
ทั้งนี้ รายได้ในประเทศฟื้นตัวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่รายได้จากต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะจากตลาดเวียดนามและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงการเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากตลาดมาเลเซีย
ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมยังคงทรงตัว และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายปรับลดลงตามแผน สอดรับกับการต่อยอดแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือแนวโน้มราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ NEO อยู่ในทิศทางขาลง โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยในไตรมาส 4 ปี 2568 จะอยู่ที่ 7,011 ริงกิตมาเลเซียต่อตัน ลดลง 7% เมื่อเทียบรายปี และลดลง 5% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า
จากปัจจัยดังกล่าว ฝ่ายวิจัยจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 และปี 2569 เพิ่มขึ้น 9% และ 8% ตามลำดับ โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2568 จะอยู่ที่ 535 ล้านบาท ลดลง 47% เมื่อเทียบรายปี
สำหรับปี 2569 ประเมินกำไรสุทธิที่ 649 ล้านบาท เติบโต 21% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนการผ่านพ้นจุดต่ำสุดของผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2568 และการฟื้นตัวที่ชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2568
ในด้านมูลค่าหุ้น ฝ่ายวิจัยมองว่ายังคงอยู่ในระดับที่ไม่แพง โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ปี 2569 ที่ 8.4 เท่า เทียบกับการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 21%
อย่างไรก็ดี ฝ่ายนักวิเคราะห์จึงปรับคำแนะนำการลงทุนเป็น “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 24.00 บาท โดยอ้างอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ปี 2569 ที่ 11.2 เท่า จากเดิมที่แนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 22.40 บาท โดยอ้างอิงฐานการประเมินเดียวกันที่ 11.2 เท่า

