“บล.พาย” ชี้ KKP ปี 69 สินเชื่อฟื้นตัว-ยีลด์สูง 7.1% เคาะเป้า 80 บาท

“บล.พาย” ประเมิน KKP เดินหน้าฟื้นตัวในปี 2569 ตั้งเป้าสินเชื่อกลับมาเติบโต 3% มุ่งเน้นสินเชื่อคุณภาพและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ชูจุดเด่นเงินปันผลสูงคาดยีลด์ 7.1% พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 80 บาท


บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ถึงทิศทางการดำเนินงานของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ว่าธนาคารได้ตั้งเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าสินเชื่อรวมจะกลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3 ฟื้นตัวจากการหดตัวร้อยละ 6.7 ในปี 2568 โดยกลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นการขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ

ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง สำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Loan spread) คาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ในช่วงร้อยละ 4.3-4.4 จากร้อยละ 4.5 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดลงช้ากว่าผลตอบแทนจากสินเชื่อ

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์และกลยุทธ์รายย่อย ฝ่ายวิจัยประเมินว่าอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL ratio) จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.4 โดยธนาคารยังคงดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างระมัดระวังในกลุ่มลูกค้าบุคคล ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและการเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งพอร์ตสินเชื่อที่ปล่อยในช่วงปี 2565-2568 มีแนวโน้มคุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์รถยึด จำนวนสต๊อกยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 2,000 คัน โดยต้นทุนด้านเครดิต (Credit cost) ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 1.6-1.8 ซึ่งรวมผลขาดทุนจากการขายรถยึดแล้ว

ทั้งนี้ ประเมินว่าผลขาดทุนจากรถยึดในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 550 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาส 3 ปี 2025 จากปริมาณการนำรถออกจำหน่ายที่มากขึ้น ต่างจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผลขาดทุนลดลงจากปัจจัยฤดูกาล ส่วนผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดสงขลานั้นอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติจากการติดตามหนี้เชิงรุก

ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นร้อยละ 6 ภายใต้สมมติฐานสินเชื่อขยายตัวร้อยละ 2.3 และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตจากการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้คาดว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวร้อยละ 5 และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9.4

นอกจากนี้ ธนาคารมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงมากกว่าการซื้อหุ้นคืน โดยคาดการณ์การจ่ายเงินปันผลที่ 5 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณร้อยละ 7.1 ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มธนาคาร สำหรับแนวโน้มระยะสั้น คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 จะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลขาดทุนรถยึดที่ลดลงและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรอาจปรับลดลงจากแรงกดดันด้านการตั้งสำรองหนี้ฯ

อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานเป็น 80 บาท (จากเดิม 74 บาท) อิงวิธี Gordon Growth Model ภายใต้สมมติฐาน ROE ที่ร้อยละ 9.5 และอัตราการเติบโตระยะยาวร้อยละ 2 อิงระดับ 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 2569 แม้ฝ่ายวิจัยจะมีมุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้มธุรกิจจากการฟื้นตัวของสินเชื่อที่มีข้อจำกัด แต่ด้วยคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพดีขึ้น และการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย จะช่วยลดทอนผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยที่ชะลอตัว ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาแข็งแกร่ง จึงคาดว่ากำไรสุทธิจะยังคงเติบโตต่อเนื่องได้ตามเป้าหมาย

Back to top button