“เอเซีย พลัส” แนะนำซื้อ TASCO เป้า 15 บาท รับราคายางมะตอยพุ่ง หนุนกำไร Q2 ฟื้นแรง

บล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น TASCO เป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15 บาท รับแรงหนุนราคายางมะตอยตลาดสิงคโปร์พุ่งจากภาวะอุปทานตึงตัว หนุนกำไรไตรมาส 2/2569 ฟื้นเด่น


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนรุนแรง และส่งผ่านมายังราคายางมะตอยในภูมิภาคเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคายางมะตอยตลาดสิงคโปร์ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ถึงปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นกว่า 72% ล่าสุดอยู่ที่ 615 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่โรงกลั่นหลายแห่งหันไปเร่งผลิตน้ำมันเตา เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่ายางมะตอย ส่งผลให้ปริมาณยางมะตอยออกสู่ตลาดลดลงราวครึ่งหนึ่ง สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัว ท่ามกลางความต้องการที่ยังแข็งแกร่งในช่วงฤดูก่อสร้างของไทยและตลาดภูมิภาค

ฝ่ายวิจัยระบุว่า บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ยังไม่สามารถกลับไปซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาโดยตรงได้ แต่บริษัทกลับอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการหลายรายในช่วงที่ตลาดเผชิญทั้งภาวะขาดแคลนสินค้าและเรือขนส่ง หลังจากบริษัทมีการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวน 600,000 บาร์เรลในเดือนมกราคม 2569 ทำให้มีทั้งสินค้า เรือ และฐานลูกค้าที่มีความต้องการเร่งด่วน จึงสามารถเดินเรือและส่งมอบสินค้าได้ต่อเนื่องในช่วงที่ผู้เล่นบางส่วนหยุดชะงัก พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ภายใต้โมเดล cost-plus

อย่างไรก็ดี แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังไม่โดดเด่นมากนัก เนื่องจากราคายางมะตอยเพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้นแรงในเดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ค่าการกลั่น หรือ spread ยังอยู่ในระดับต่ำมาก เบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิไว้ในช่วง 150-250 ล้านบาท แม้ TASCO จะสามารถ reverse ค่าเผื่อการปรับลดมูลค่าสินค้า หรือ NRV ณ สิ้นปี 2568 จำนวน 344 ล้านบาท กลับคืนมาได้ทั้งหมดก็ตาม

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากการรับรู้ผลบวกของราคายางมะตอยที่ปรับตัวขึ้นแรงได้เต็มไตรมาส ขณะที่ทิศทางกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามเป็นสำคัญ หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกระทบต่อการจัดหา feedstock รอบถัดไปของ TASCO รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงให้กับธุรกิจเรือขนส่งของบริษัท

แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการยอดขายยางมะตอยปี 2569 ของ TASCO ไว้ที่ 1.10-1.15 ล้านตัน เนื่องจากบริษัทถือเป็นคู่ค้าสำคัญของโรงกลั่น จึงยังสามารถจัดหาสินค้าได้ต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานถนนอาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น แม้จะได้รับการชดเชยผ่านค่า K บางส่วน แต่ยังต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นเองราว 4%

ทั้งนี้ ราคาเหมาะสมที่ 15 บาท อิงค่าเฉลี่ยอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ หรือ PER ย้อนหลัง 10 ปี ที่ระดับ 15 เท่า โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงตามภาวะตลาดทำให้อัพไซด์กลับมาเปิดกว้างราว 14.5% และเมื่อรวมกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดไว้ 6.5% จะคิดเป็นผลตอบแทนรวมประมาณ 21% จึงเป็นเหตุผลให้ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำหุ้น TASCO ขึ้นเป็น “ซื้อ”

Back to top button