เปิดโผหุ้นเด่นเดือน พ.ค. ชู 5 ทีเด็ด PTTGC-KTB-WHA-CK-BH รับมือตลาดผันผวน

บล.เคจีไอ ประเมินตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มแกว่ง Sideways หลังเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น พร้อมแนะกลยุทธ์เลือกหุ้นรายตัว ชู PTTGC, KTB, WHA, CK และ BH เป็นหุ้นเด่นประจำเดือน รับปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุนผลตอบแทน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยบทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดยประเมินว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนนี้ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways เนื่องจากเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น (Low Season) ของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นบางกลุ่ม ทำให้กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีสตอรี่เฉพาะตัวเป็นหลัก

ทั้งนี้ KGI ระบุว่า พอร์ตหุ้นแนะนำในเดือนเมษายนที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนปรับตัวขึ้น 2.19% ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนี SET ในเดือนเมษายนเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า การปรับตัวขึ้นของดัชนีได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งได้อานิสงส์จากภาวะตลาดน้ำมันตึงตัวและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center

ขณะที่หุ้นในกลุ่มอื่น ๆ ส่วนใหญ่ยังทรงตัวหรือปรับตัวลดลง จากแรงกดดันของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพและการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกมาเป็นระยะ แต่จนถึงปลายเดือนเมษายนยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการยุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อการปรับดัชนี MSCI รอบครึ่งปี ซึ่งจะประกาศในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยมีความเสี่ยงที่น้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI Global Standard อาจถูกปรับลดลงเล็กน้อย

สำหรับแนวโน้มเดือนพฤษภาคม KGI ประเมินว่า ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สถิติย้อนหลัง 10 ปีที่พบว่า ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนมักค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากผ่านช่วงการจ่ายเงินปันผลไปแล้ว รวมถึงความผันผวนของกระแสเงินทุนต่างชาติในช่วงก่อนการปรับดัชนี MSCI

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยบวกจากในประเทศบางส่วน โดยเฉพาะการเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล ซึ่งอาจช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น

ทั้งนี้ KGI แนะนำหุ้นเด่นประจำเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH

สำหรับ PTTGC ทาง KGI คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ 2.40 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิ 2.60 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2568 และขาดทุนสุทธิ 5.50 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากกำไรสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และค่าการกลั่นตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อธีมปิโตรเคมี เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ Polyolefins มีแนวโน้มทรงตัวในระดับแข็งแกร่งในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

ด้าน KTB ทาง KGI ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2570 ขึ้นอีก 6% เพื่อสะท้อนประมาณการรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะเติบโต 15.70% และ 13.00% ตามลำดับ จากเดิมที่คาดเติบโต 9.00% และ 8.00% รวมถึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการลงทุนเป็นปีละ 1.50 พันล้านบาท และ 500 ล้านบาทตามลำดับ นอกจากนี้ KTB ยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ซึ่งโดยปกติมักใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของ KTB เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินโครงการ

ส่วน WHA บริษัททำยอดขายที่ดินได้อย่างน่าประทับใจในไตรมาส 1/2569 ที่ระดับ 900-1,000 ไร่ คิดเป็นประมาณ 35-40% ของประมาณการยอดขายทั้งปี แม้ยอดโอนที่ดินลดลงทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากฐานที่สูง มาอยู่ที่ประมาณ 300 ไร่ แต่บริษัทคาดว่าโมเมนตัมยอดขายและยอดโอนที่ดินจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2-3/2569 จาก Backlog ที่มีอยู่ 770 ไร่ มูลค่าราว 3.70 พันล้านบาท และที่ดินที่อยู่ระหว่างการเจรจาในรูปแบบ LOI/MOU อีก 1,632 ไร่ มูลค่าประมาณ 1.10 หมื่นล้านบาท

สำหรับ CK ทาง KGI มองว่า บริษัทมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 3.33 พันล้านบาท สะท้อนฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง และมีโอกาสต่อยอดการเติบโตจากงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

ขณะที่ BH ทาง KGI ระบุว่า รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติยังเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มขึ้น 21.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ KGI มองว่าราคาหุ้น BH ได้สะท้อนปัจจัยลบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไปแล้วระดับหนึ่ง และเชื่อว่าอุปสงค์การรักษาพยาบาลจากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค

โดยสรุป KGI มองว่าการลงทุนในเดือนพฤษภาคมควรให้น้ำหนักกับการเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการลงทุนตามทิศทางตลาดโดยรวม เนื่องจากภาพรวม SET ยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบจำกัด ขณะที่หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัว ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด

Back to top button