
แรงขายหุ้นใหญ่กด SET ปิดเช้าลบ 21 จุด กังวลปัญหาซัพพลายเชน-ศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ
SET ปิดเช้าร่วง 21 จุด รับแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันแพง และบอนด์ยีลด์พุ่ง 0.10% ฉุดหุ้นใหญ่ร่วง โบรกฯ แนะพลิกวิกฤตเก็บ GUNKUL, WHA, KCE รับอานิสงส์เทคฯ สหรัฐฯ ย้ายฐานผลิต
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับแรงกดดันหลักจากบรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นเอเชียกลับตอบรับในเชิงลบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับเพิ่มขึ้น 1.4% และสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับเพิ่มขึ้น 1.6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัว
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีหลายบริษัทและหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ออกมาส่งสัญญาณถึงปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ สำหรับในประเทศไทย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้ประกาศเตรียมหยุดสายการผลิตชั่วคราวของโรงงานปิโตรเคมี Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนามช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น SCC ตอบรับในเชิงลบ
ในเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้น แรงกดดันหลักยังคงมาจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่กดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ปรับลดลงไปราว 12 จุด รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่ปรับตัวลดลงอย่างกระจายตัว ได้แก่ SCC, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB
อย่างไรก็ตาม ด้านกระแสเงินทุนหมุนเวียน (Fund Flow) เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก เช่น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รวมถึงหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีบางบริษัท ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ยังสามารถเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าภาพรวมตลาด หลังจากรายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เมื่อวานนี้ เช่นเดียวกับ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่รายงานกำไรเติบโตโดดเด่นและยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวกได้
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่าย ประเมินว่าตลาดจะยังคงได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง แต่อาจมีแรงซื้อสลับเข้ามาในบางกลุ่ม โดยมองว่าช่วงที่ตลาดเกิดการปรับฐานถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากในช่วงนี้มีกระแสข่าวเชิงบวกเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะประเด็นการเจรจาดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา เช่น Phononic, GlobalFoundries และ Teradyne ให้เข้ามาขยายฐานการผลิตและป้อนคำสั่งซื้อให้แก่โรงงานในประเทศไทย
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้น บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE โดยประเมินกรอบการแกว่งตัวของดัชนีไว้ที่ระดับแนวรับ 1,450 จุด และแนวต้าน 1,470 จุด
ด้าน นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับลงตามตลาดภูมิภาคและตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มย่อตัว หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 103-104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยดีดขึ้นต่อเนื่อง 2 วันราว 10 bps กดดันตลาดหุ้น
ขณะที่แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตลาดยังแกว่งทรง ๆ ในแดนลบต่อไป แนะติดตามพัฒนาการสงคราม และสัปดาห์หน้าติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประเมินแนวรับ 1,450 จุด แนวรับถัดไป 1,435 จุด และแนวต้าน 1,466 – 1,470 จุด
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
SCB มูลค่าการซื้อขาย 3,349.73 ล้านบาท ปิดที่ 132.00 บาท ลดลง 2.50 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,870.76 ล้านบาท ปิดที่ 191.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท
SCC มูลค่าการซื้อขาย 2,563.78 ล้านบาท ปิดที่ 215.00 บาท ลดลง 18.00 บาท
GULF มูลค่าการซื้อขาย 2,225.98 ล้านบาท ปิดที่ 56.25 บาท ลดลง 2.00 บาท
PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,034.17 ล้านบาท ปิดที่ 145.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท