หุ้น “วัดพระธรรมกาย”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ โดยมีใจความสำคัญคือ มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอน พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ออกจากสมณศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2560

พลวัต 2017 : วิษณุ โชลิตกุล

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ โดยมีใจความสำคัญคือ มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอน พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ออกจากสมณศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2560

การถอดถอนสมณศักดิ์พระสงฆ์ชั้นราชาคณะ ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา  แต่ขอไม่ขยายความในที่นี้ เพราะไม่มีความรู้มากเพียงพอเรื่องหลักการหรือพระวินัยทางศาสนาพุทธที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เพียงแต่เมื่อวานนี้ ตอนที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงหนักท้ายตลาด เกือบ 16 จุด มีคำอธิบายจากบรรดานักลงทุนระดับ “ขาใหญ่” และนักวิเคราะห์ประเภท “อีแอบ” ว่า มีการเทขายหุ้นของ “สาวกวัดพระธรรมกาย” ออกมาแรง ด้วยกลัวเข้าพัวพันในคดีสำคัญ

คำอธิบายที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่มีผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ ทำเอาประหลาดใจไม่น้อย เพราะมีการโยงใยเรื่องที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ คือ เรื่องของวงการพระสงฆ์ที่ตั้งเป้า “ตัดลดกิเลส-ตัณหา” เข้ามาเชื่อมกับตลาดแห่งความโลภอย่างตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร

เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งนานกว่าสิบปีมาแล้ว มีคนพยายามโยงว่า เสี่ยสอง หรือ นายสอง วัชรศรีโรจน์ เอาเงินวัดพระธรรมกายมาเล่นหุ้นปั่นน่ะแหละ โยงกันเป็นตุเป็นตะ จนยากจะแยกออกว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนมายา

ครั้งนี้ก็เช่นกัน หุ้นหลายรายการที่ถูกทุบขายหนัก จนติดลบวานนี้ในระดับมากกว่า 5% มีคำอธิบายว่าเป็นเพราะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกรรมการ หรือนักลงทุน โยงใยเข้ากับเงินของวัดพระธรรมกาย หรือมีคนบางคนที่ถือหุ้น ถูกโยงว่า หรือเคยประกาศตัวว่า เป็นสาวกวัดพระธรรมกาย

หนึ่งในนั้นคือหุ้นอย่าง บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ซึ่งพิจารณาข้อมูลหลายระดับแล้ว ยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงอะไรเลย

ที่น่าประหลาด คือ หุ้นของ DTAC ที่ประธานกรรมการ นายบุญชัย เบญจรงคกุล ก็ประกาศตัวเป็นสาวกวัดพระธรรมกายโดยเปิดเผย กลับไม่โดนเทขายระเนระนาด เช่นเดียวกันกับหุ้น LH ที่มีผู้นำอย่างนายอนันต์ อัศวโภคิน เป็นสาวกตัวเอ้ ไม่มีการถูกเทขายมากมาย รวมทั้งหุ้นอย่าง SAWANG ก็ไม่ได้มีอาการสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย

ข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับข่าวลือที่พยายามเชื่อมโยงราคาหุ้นที่ถูกถล่มขายวานนี้เข้ากับกรณีการถอดสมณศักดิ์อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สะท้อนอารมณ์อันอ่อนไหวของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่พร้อมจะเชื่อข้อมูลที่ไร้สาระได้ตลอดเวลาอย่างเป็นปกติ เหมือนกับกระแสที่ชาร์ลส แม็คคาย เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเรื่อง Extraordinary Popular Delusions and the Madness of Crowd เมื่อ 150 ปีเศษมาแล้ว

ในยามที่คนในสังคมไทยที่พอมีสติปัญญาและขันติธรรมสูงจำนวนมาก พากันตั้งคำถามต่อท่าทีของหน่วยงานรัฐในการจัดการปัญหาวัดพระธรรมกายในหลายเดือนมานี้อย่างกระเหี้ยนกระหือรือต่อวัดซึ่งมีลักษณะเป็นสำนักสงฆ์ขนาดใหญ่ที่มีสาวกหลายระดับ ทั้งในและต่างประเทศเป็นล้านคน โดยการสร้างกระแสกันขึ้นมาว่า ความผิดของวัดนี้ คือ มีคนนิยมมากเกินไป เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ

ช่างคล้าย (คุ้นๆ) กับคำกล่าวหาของพวกยิวในศาสนายิว ที่มีต่อพระเยซูในยุคโรมันเรืองอำนาจสองพันกว่าปีก่อนทีเดียว แม้จะต่างรายละเอียดกัน

ข้อเท็จจริงวงในของวัดพระธรรมกาย จะเป็นตามข้อกล่าวหามากน้อยแค่ไหน อย่างไร มีคนทราบที่กระจ่างน้อยมาก  เพราะคนจำนวนมากในสังคมนี้  ไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักนี้ หรือไม่ก็เป็นพุทธศาสนิกชนแต่เปลือก  แต่รูปแบบของการดำเนินการ “ไล่ล่า” เห็นได้ชัดว่าไม่ต่างจากปฏิบัติการไล่ล่า “แม่มดพ่อมด” ในยุคกลางของยุโรป ที่กระทำโดยศาลศาสนาของคริสต์จักรคาธอลิกที่มีคนตายไปมหาศาล และขัดแย้งกับหลักการเรื่องขันติธรรมทางความเชื่อของพุทธศาสนา ที่เปิดช่องให้กับเสรีภาพในการตีความพระไตรปิฎกได้ ไม่ว่าจะเป็นมหายาน หรือหีนยาน

ฝ่ายหน่วยงานรัฐใช้เครื่องมือแสดงความรุนแรงทั้งกองทัพทหาร กองทัพตำรวจ  เครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ของราชการ โฆษก ผู้ประกาศ หรือดีเจ ที่มีผลประโยชน์กับสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ทหาร โจมตีอย่างเป็นระบบ เป็นเครือข่าย ตามหลักการสงครามจิตวิทยา เสมือนหนึ่งทุกคนเป็นตัวแทนของ “รัฐ”  โดยฝ่ายที่ตกเป็นเป้า ไม่มีทางปกป้องตนเองได้

คนที่พอมีสติปัญญาและขันติธรรมสูงจำนวนมากเหล่านี้ รู้ดีว่า ไม่อาจมีอำนาจ หรือซุ่มเสียงที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะระงับการกระทำของหน่วยงานรัฐที่อ้างว่าวัดพระธรรมกาย กระทำการ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือรัฐบาล”  และก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนอีกเช่นกันว่า เรื่องวัดพระธรรมกายนี้ จะโยงมากระทบถึงตลาดหุ้น อันเป็นตลาดซื้อขายสินค้า “อกุศลมูล” โดยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มตั้งมาจนถึงปัจจุบัน

ข้ออ้างเรื่องราคาหุ้นบางตัวที่ตกหนักเพราะถูกโยงกับวัดพระธรรมกาย ถือเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ และโดยทั่วไปแล้วข้ออ้างที่ไร้สาระนี้ จะบังเกิดผลในช่วงสั้นมากๆ ดังนั้น นักลงทุนในตลาดเก็งกำไรที่ช่ำชอง ควรต้องเข้าใจว่า การร่วงลงแรงๆ จากปัจจัยที่ไร้เหตุผล น่าจะเป็นโอกาสของการซื้อมากกว่าการขาย เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่สมเหตุผล

ปรากฏการณ์เช่นนี้ น่าจะสอดรับกับคำกล่าวที่เป็นตำนานของนาธาน ร็อธไชลด์แห่งลอนดอนในอดีตเมื่อ 200 ปีก่อนที่ว่า “ให้เข้าซื้อหุ้นเมื่อเลือดนองพื้นถนน และขายเมื่อเสียงแตรประกาศชัยชนะดังขึ้น

สัปดาห์นี้ น่าจะเห็นปรากฏการณ์ที่บรรดา “หุ้นวัดพระธรรมกาย” ที่เล่าลือกันเพื่อเอามาทุบราคานั้น จะมีโอกาสพลิกกลับแรงกว่ารายอื่นๆ

ไม่ต้องเชื่อ แต่ควรพิสูจน์