
‘ทรัมป์’ เล่นบทเชื่อมใจ ‘จีน-ญี่ปุ่น’
ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น กลายเป็นความสัมพันธ์เปราะบางในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศจะเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในทางเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น กลายเป็นความสัมพันธ์เปราะบางในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศจะเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในทางเศรษฐกิจ แต่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งทางอธิปไตย โดยเฉพาะกรณีไต้หวัน ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
ล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการพูดคุยโทรศัพท์กับผู้นำจีนและญี่ปุ่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของเอเชีย ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องไต้หวันกำลังรุนแรงขึ้น
โดย “ทรัมป์” พูดคุยกับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ประมาณ 1 ชั่วโมง ถือเป็นการติดต่อกันโดยตรงครั้งแรก นับตั้งแต่บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าในเกาหลีใต้ หลังจากทั้งสองไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G20) ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“สี จิ้นผิง” วางกรอบสถานะไต้หวัน ในเชิงประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน โดยบอกกับทรัมป์ว่า การที่ไต้หวันกลับคืนสู่จีน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบียบโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้นำจีน มีการอ้างถึงพันธมิตรช่วงสงครามที่ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ และเรียกร้องให้มีความพยายามร่วมกันเพื่อ “ปกป้องชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2”
หลังจากไม่กี่ชั่วโมง “ทรัมป์” มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น ระบุว่า ผู้นำสหรัฐฯ ได้ติดต่อเพื่อยืนยันความสัมพันธ์กับโตเกียวและแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์กับจีน
ข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่นและจีน เกี่ยวกับไต้หวัน ที่เป็นเกาะปกครองตนเอง ที่รัฐบาลปักกิ่ง ถือเป็นดินแดนของตน กำลังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนครั้งใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังผู้นำทั้ง 2 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลก “บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้า”
การตัดสินใจของทรัมป์ ที่พูดคุยกับผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเขาที่จะหลีกเลี่ยง การถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่นและซัพพลายเออร์แร่ธาตุหายากรายใหญ่สุดอย่างจีน โดยจีนมีการกดดันให้ประเทศต่าง ๆ เลือกข้าง ด้วยการเขียนจดหมายถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวหาว่า “ญี่ปุ่นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมระบุว่า “กองทัพญี่ปุ่นอาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งในไต้หวัน”
เรื่องนี้ Rorry Daniels กรรมการผู้จัดการสถาบันนโยบายด้านสังคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุว่า รัฐบาลปักกิ่ง จงใจหลีกเลี่ยงการหยิบยกประเด็นไต้หวันมาหารือที่เกาหลีใต้ เพื่อมุ่งเน้นพูดคุยเรื่องการค้าและการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง ความเห็นของทาคาอิจิ ในภายหลังเกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหาร ที่อาจเกิดขึ้นในวิกฤตไต้หวัน กระตุ้นให้เกิดแรงกดดันอย่างหนัก
“จีนมักต้องการให้รัฐบาลวอชิงตัน จัดการกับความขัดแย้งกับพันธมิตรทั้งหลายของสหรัฐฯ รัฐบาลปักกิ่งมองพันธมิตรเหล่านั้นในฐานะที่อยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐฯ”
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจส่งผลกระทบต่อการสงบศึกทางการค้า เห็นได้ว่ารัฐบาลวอชิงตัน ลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลลง และรัฐบาลปักกิ่ง ตกลงระงับการจำกัดบางอย่างในการส่งออกแร่ธาตุหายาก
บรรดานักลงทุนภูมิภาคเอเชีย กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหม่ หลังจากจีนออกคำแนะนำการเดินทางมาญี่ปุ่น, ระงับการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นบางเรื่องและห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น ที่สำคัญทั้ง 2 ประเทศเพิ่มการฝึกซ้อมทางทหารโดยจีนประกาศให้มีการลาดตระเวนในทะเลจีนตะวันออก ขณะที่ญี่ปุ่นประกาศแผนการส่งขีปนาวุธ ไปยังพื้นที่ใกล้กับไต้หวัน..!!