‘ทรัมป์’ ตีกรอบดอกเบี้ยบัตรเครดิตสหรัฐ

ธนาคารเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ออกมาท้วงติงแนวคิด “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ กรณีจำกัดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ 10%


ธนาคารเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ออกมาท้วงติงแนวคิด “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ กรณีจำกัดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ 10% ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภค การแสดงความเห็นดังกล่าว สอดคล้องเสียงคัดค้านอย่างหนักจากอุตสาหกรรมการธนาคารของสหรัฐ

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจาก “ทรัมป์” มีการโพสต์ข้อความบน Truth Social ช่วงสัปดาห์ก่อน ด้วยการเสนอให้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ระดับ 10% เป็นเวลา 1 ปี และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.69 เป็นต้นไป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สร้างความประหลาดใจให้ภาคอุตสาหกรรมธนาคาร และฉุดหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มการเงินร่วงลงออย่างหนัก

โดยทรัมป์ ระบุว่า รัฐบาลจ ะไม่ปล่อยให้ประชาชนอเมริกันถูกเอาเปรียบจากบริษัทบัตรเครดิต ที่เรียกเก็บดอกเบี้ยสูง 20-30% หรือมากกว่านั้น ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการควบคุม ในสมัยของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน และย้ำว่าความสามารถในการจ่ายของประชาชนเป็นประเด็นสำคัญ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นช่วงเวลาที่รัฐบาลทรัมป์ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า รัฐบาลจะสามารถจัดการกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นประเด็นหลักสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพ.ย.ปีนี้

เรื่องนี้ผู้บริหารเจพีมอร์แกน ออกมาเตือนเรื่องนี้ โดยระบุว่า ข้อเสนอของทรัมป์ จะทำให้ธนาคารจำเป็นต้องลดวงเงินสินเชื่อของลูกค้า ที่จะเป็นผลเสียต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ พร้อมกับเตือนว่า ข้อเสนอนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการ

เช่นเดียวผู้บริหารระดับสูง จากภาคอุตสาหกรรมธนาคาร ต่างออกมาโต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวของทรัมป์ พร้อมมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ ที่บ่งชี้ว่าการจำกัดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะส่งผลให้ครัวเรือนหลายล้านครัวเรือน สูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางราย จะโต้แย้งการวิเคราะห์ดังกล่าวด้วยเหตุผลว่าธุรกิจบัตรเครดิตมีกำไรสูงมาก และธนาคารมีช่องว่างเพียงพอจะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้

ทั้งนี้บัตรเครดิตถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งให้ธนาคาร ที่มีการเรียกเก็บอัตราดอก เบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อบัตร ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน โดยข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในเดือนพ.ย.68 อยู่ที่ 20.97%

ส่วน “ไบรอัน เชียร์เรอร์” ผู้อำนวยการด้านนโยบายการแข่งขันและกฎระเบียบของ Vanderbilt Policy Accelerator ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ ระบุว่า บรรดาผู้บริหารของธนาคารต่าง  ตั้งเป้าจะจัดการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่ออธิบายถึงผลเสียของการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต

พร้อมเชื่อว่าสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติหลายคนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ไม่ได้สนับสนุนข้อเสนอนี้ และไม่เชื่อว่าวุฒิสภาจะผลักดันร่างกฎหมายเรื่องนี้เช่นกัน..!!

Back to top button