
PTG วางงบลงทุนปี 69 แตะ 4.5 พันลบ. เร่งขยาย “ร้านกาแฟพันธุ์ไทย” ดันยอดขายหมื่นล้าน
PTG มั่นใจปี 69 เดินหน้าเติบโตต่อเนื่อง วางงบลงทุน 4–4.5 พันล้านบาท เร่งขยายธุรกิจ non-oil ดันสัดส่วนรายได้ใกล้ 35% โดยเฉพาะร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพิ่มกว่า 800 สาขา ตั้งเป้ายอดขายเกิน 1 หมื่นล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งระยะยาว
นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า แม้ในปี 2569 สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน แต่บริษัทมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าศักยภาพของธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ non-oil จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผลการดำเนินงานโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ธุรกิจ non-oil โดยเฉพาะร้านกาแฟพันธุ์ไทย เริ่มแสดงศักยภาพการเติบโตอย่างเด่นชัด และมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการสร้างรายได้และผลตอบแทนให้แก่บริษัทในระยะถัดไป สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ PTG ในระยะยาว
สำหรับงบลงทุนในปี 2569 บริษัทวางกรอบไว้ประมาณ 4,000–4,500 ล้านบาท โดยจะมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ non-oil เป็นหลัก โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตในระดับที่สูงกว่าปี 2568
นายรังสรรค์ กล่าวอีกว่า บริษัทตั้งเป้าหมายทางการเงินในปี 2569 ให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ non-oil เพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 35% โดยธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทยมีแผนขยายสาขาเพิ่มกว่า 800 สาขา และตั้งเป้ายอดขายรวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจน้ำมันตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายมากกว่า 7,000 ล้านลิตร คาดอัตราการเติบโตประมาณ 5–10% ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับทิศทางค่าการตลาดและนโยบายภาครัฐเป็นสำคัญ
ในส่วนของธุรกิจก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย บริษัทคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา ได้แก่ สาขารังสิตคลอง 3 และสาขาคลองหลวง 8 จังหวัดปทุมธานี และมีแผนขยายสาขาให้ครบ 50 สาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ธุรกิจออโต้แบคส์ (Autobacs) ปัจจุบันมีสาขาประมาณ 127–128 สาขา และตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 50 สาขาในปีหน้า เพื่อเพิ่มเป็นราว 180 สาขา ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันผลประกอบการของทั้งสองธุรกิจให้ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ
สำหรับโครงสร้างรายได้และอัตรากำไรในระยะกลาง บริษัทตั้งเป้าว่าภายในปี 2572 สัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจน้ำมันและ non-oil จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันที่ 50:50 อย่างไรก็ตาม หากอัตราค่าการตลาดไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวดีขึ้น สัดส่วนรายได้และกำไรจากธุรกิจ non-oil อาจขยายตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ นายรังสรรค์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าด้านการกำกับดูแลกิจการว่า PTG ได้รับการยอมรับจากหลายสถาบัน ทั้งการได้รับรางวัลด้าน ESG และการได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มหุ้น SET100 อีกครั้ง สะท้อนถึงศักยภาพของทีมงานในการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม
ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ชุมชน และลูกค้า ว่าการดำเนินธุรกิจคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการได้รับการประเมินและจัดอันดับในระดับที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืน

