
TIDLOR กำไรเติบโตแกร่งต่อเนื่อง
TIDLOR โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 1. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์, รถบรรทุก, pick-up, มอเตอร์ไซค์, ที่ดิน และอื่น ๆ 92.13%
คุณค่าบริษัท
บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 1. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์, รถบรรทุก, pick-up, มอเตอร์ไซค์, ที่ดิน และอื่น ๆ 92.13% 2. สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง 7.86% โครงสร้างรายได้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 1. รายได้ดอกเบี้ย 82.66% 2. รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 16.98% 3. รายได้อื่น ๆ 0.36%
TIDLOR รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิ 1,406.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.99% จากไตรมาส 3/2567 และขยายตัว 8.48% จากไตรมาส 2/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 1,296.47 ล้านบาท กำไรสุทธิไตรมาส 3 ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดีกว่าที่ บล.กสิกรไทย และตลาดคาดไว้ 8% สาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) ที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งอยู่ที่ 587 ล้านบาท ปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนการเติบโตของกำไร ได้แก่ 1. การเติบโตของสินเชื่อ 1% จากไตรมาส 2/2568 และ 5% จากไตรมาส 3/2567 จากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น 2. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ขยายตัว 0.34% จากไตรมาส 2/2568 และ 0.05% จากไตรมาส 3/2567 จากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่สูงขึ้น และ 3. ต้นทุนการตั้งสำรองลดลง 0.43% จากไตรมาส 2/2568 และ 1.70% จากไตรมาส 3/2567 จาก NPL ที่ลดลง 6% เมื่อเทียบไตรมาส 2/2568 และ 8% เมื่อเทียบไตรมาส 3/2567
TIDLOR รายงานคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดย NPL ratio ลดลงมาอยู่ที่ 1.7% จาก 1.8% ในไตรมาส 2/2568 ขณะที่การเกิด NPL ใหม่ ลดลงมาอยู่ที่ 1.4% เทียบกับ 2.0% ในไตรมาส 2/2568 และ 3.6% ในไตรมาส 3/2567 จากการคำนวณของ บล.กสิกรไทย สินเชื่อชั้นที่ 2 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 21.5% ของสินเชื่อรวม เทียบกับ 21.8% ในไตรมาส 2/2568 ส่งผลให้อัตราเงินสำรองต่อหนี้เสีย (coverage ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 284% จาก 262% ในไตรมาส 2/2568
ผู้บริหาร TIDLOR คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 จากการส่งเสริมการขายสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ (ประมาณ 70% ของสินเชื่อรวม) และพอร์ตสินเชื่อรถบรรทุกที่มีเสถียรภาพ ผู้บริหารคาดว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์จะเติบโตในอัตราเลขสองหลักในปี 2569 ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อรถบรรทุก (16% ของสินเชื่อรวม) นั้นยังไม่ชัดเจน
ด้านต้นทุนทางการเงินลดลงเล็กน้อยในปี 2569 เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงในปี 2568 ผู้บริหารจึงคาดว่าจะสามารถประหยัดต้นทุนทางการเงินได้ 0.05-0.10% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ข้อมูลจาก LSEG Consensus สำหรับ TIDLOR ระบุว่า ประมาณการรายได้รวมปี 2568 ที่ 20,923.64 ล้านบาท, รายได้รวมปี 2569 ที่ 22,713.33 ล้านบาท และประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 5,187.69 ล้านบาท, กำไรสุทธิปี 2569 ที่ 5,710.12 ล้านบาท โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 23.29 บาท จาก 14 โบรกเกอร์
บล.กสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2568-2570 ของ TIDLOR เล็กน้อย 1.5%, 2.2% และ 1.3% มาเป็น 5.1 พันล้านบาท, 5.78 พันล้านบาท และ 6.4 พันล้านบาท โดยปรับลดสมมติฐาน credit cost ลง 1.3%, 1.0% และ 1.0% เพื่อสะท้อน credit cost ที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3/2568 และปรับสมมติฐานอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ขึ้น 1.8%, 1.1% และ 6% ในปี 2568-2570 คาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 20%, 13% และ 11% ในปี 2568-2570
สำหรับการประเมินมูลค่า (Valuation) หุ้น TIDLOR ราคาปัจจุบัน (ราคาปิดวันที่ 6 ม.ค. 2569 ที่ 16.70 บาท) เทรดที่ P/E 9.30 เท่า ต่ำกว่า P/E กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ ที่ 13.62 เท่า ส่วนค่า P/BV ของหุ้น TIDLOR อยู่ที่ 1.41 เท่า สูงกว่า P/BV กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ ที่ 0.93 เท่า

