NEX เพิ่มทุน..อัพแวลู EV

...ยังจำได้มั้ย...จำได้หรือเปล่า..?? ว่าทันทีที่ NEX ประกาศแต่งตั้ง “กิตติกรณ์ พินิจวงศ์วิทยา” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม คู่กับ “ธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์” ก็เกิดดราม่าทันควัน..!!


…ยังจำได้มั้ย…จำได้หรือเปล่า..?? ว่าทันทีที่บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ประกาศแต่งตั้ง “กิตติกรณ์ พินิจวงศ์วิทยา” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม หรือ Co-CEO คู่กับ “ธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์” ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 2569 ก็เกิดดราม่าทันควัน..!!

เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า “กิตติกรณ์” คนนี้ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไทยอีวี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถตู้ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถบรรทุกไฟฟ้า ไปจนถึงเครื่องชาร์จทั้งแบบ AC และ DC และแพลตฟอร์มบริหารจัดการฟลีทรถยนต์ไฟฟ้า…

งั้นก็อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันกับ NEX เป็นคู่แข่งกันนะสิ..!!

อย่างนี้ก็ไม่ต่างจากการเอาคู่แข่งเข้ามาอยู่ในบ้านตัวเอง ซึ่งจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของ NEX ทั้งที่เป็นความลับและข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ…

แม้ภายหลังจะมีคำชี้แจงจาก NEX ว่า “วัตถุประสงค์ในการแต่งตั้ง ‘กิตติกรณ์’ ก็เพื่อวางแผนกลยุทธ์การตลาด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคตเพียงเท่านั้น จนกว่าบริษัทฯ และคู่เจรจาจะได้บรรลุข้อตกลงในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ โดย ‘กิตติกรณ์’ จะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหาร เว้นแต่การเข้ามานำเสนอแผนกลยุทธ์การตลาดในอนาคตเท่านั้น” 

เหมือนจะเคลียร์ แต่ยังไม่คลายข้อสงสัย…หลายคนอยากรู้ว่า NEX คิดอะไรอยู่เนี่ย..??

ล่าสุดถึงบางอ้อ…ที่แท้ “กิตติกรณ์” เป็นว่าที่พันธมิตรนี่เอง..!!

ชัดเจนจากมติบอร์ดเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งไฟเขียวให้ NEX เข้าลงทุนในบริษัท ไทยอีวี จำกัด (Thai EV) โดยการซื้อหุ้นสัดส่วน 100% ที่ราคาหุ้นละ 11.97 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 155.61 ล้านบาท จาก “กิตติกรณ์” ซึ่งเป็น Co-CEO ของ NEX นั่นแหละ…ธุรกรรมนี้จึงเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน 

แต่การรวบหัวรวบหาง Thai EV ครั้งนี้ NEX ไม่ต้องควักเงินจ่ายสักบาท เพราะใช้วิธีสวอปหุ้น หรือแลกหุ้นกัน…โดย NEX จะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 216.13 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.48% ที่ราคาหุ้นละ 0.72 บาท รวมมูลค่า 155.61 ล้านบาท ให้กับ “กิตติกรณ์” แทนการชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด

นั่นส่งผลให้นอกจาก “กิตติกรณ์” นั่งเป็น Co-CEO แล้ว ยังควบสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 3.48% ด้วยนะ

ส่วนประเด็นการซื้อหุ้น Thai EV ด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนไปแลกนั้น โอเค…แม้จะเกิดไดลูชั่นจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้มาซึ่งแอสเซท โดยที่บริษัทไม่ต้องควักเงินจ่าย…ทำให้ไม่กระทบต่อสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ 

แล้วที่น่าสนใจ…ถ้าดูจากผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ Thai EV ก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่นะ โดยปี 2566 มีรายได้รวม 537.47 ล้านบาท กำไรสุทธิ 543,277.05 บาท ปี 2567 มีรายได้รวม 361.94 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8.38 ล้านบาท และปี 2568 มีรายได้รวม 266.57 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5.34 ล้านบาท

รายได้เยอะ แต่กำไรน้อยไปหน่อย…การมาเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักร NEX ก็จะช่วยให้ Thai EV มีโอกาสเบ่งกำไรได้มากขึ้น…และอาจช่วยชดเชยกับไดลูชั่นเอฟเฟกต์ที่จะเกิดกับผู้ถือหุ้นก็ได้นะ

ส่วนในมุมของ NEX นอกจากการรับรู้รายได้และกำไรจาก Thai EV แล้ว ยังป็นการขยายฐานลูกค้า และโอกาสทางการตลาดในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการ Synergy ธุรกิจร่วมกัน เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ที่สำคัญช่วยลบข้อครหาประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากภายหลังการดำเนินการซื้อขายหุ้นแล้วเสร็จ Thai EV จะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ NEX ไปโดยปริยาย…

ไม่ยักกะรู้ว่า เป็นกลยุทธ์ในการดึงศัตรูมาเป็นมิตร..??

แหม๊…ถ้าบอกกันตั้งแต่เนิ่น ๆ…ก็คงไม่เกิดดราม่าหรอก..!?

…อิ อิ อิ…

Back to top button