
ความเสี่ยงเงินเฟ้อจาก AI
“ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความตื่นเต้นเกี่ยวกับ AI ช่วงต้นปี 2569 อาจมองข้ามภัยคุกคามที่ใหญ่สุดอย่างหนึ่ง ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน
“ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความตื่นเต้นเกี่ยวกับ AI ช่วงต้นปี 2569 อาจมองข้ามภัยคุกคามที่ใหญ่สุดอย่างหนึ่ง ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน นั่นคือ “เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น” อย่างฉับพลันส่วนหนึ่งเกิดจากความเฟื่องฟูของการลงทุนภาคเทคโนโลยี
“ดัชนีหุ้นสหรัฐ” ที่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 7 รายหรือ “หุ้น 7 นางฟ้า” มีส่วนร่วมมากถึงครึ่งหนึ่งของกำไรของตลาดทั้งหมดปีนี้ ทำกำไรเติบโตได้ 2 หลักช่วงปี 2568 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความคึกคักเกี่ยวกับ AI และการผ่อนคลายทางการเงินยังผลักดันให้หุ้นยุโรป และหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
ความคาดหวังต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้หนุนตลาดพันธบัตรเช่นกัน ทำให้ผู้ลงทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนรายปีที่ดีสุดรอบ 5 ปี เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปรับลดลง แม้ยังคงสูงกว่าเป้าหมายเฉลี่ยที่ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ตาม
สำหรับปี 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในสหรัฐฯ, ยุโรปและญี่ปุ่น รวมถึงการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้บรรดาผู้จัดการกองทุน เตรียมรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง กระตุ้นให้ธนาคารกลางทั้งหลายยุติวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และชะลอการไหลเวียนของเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำเข้าสู่ตลาดที่หลงใหลอยู่กับ AI
โดย Trevor Greetham หัวหน้าฝ่ายบริหารสินทรัพย์ บริษัทจัดการลงทุน Royal London Asset Management ระบุว่า คุณต้องการเข็มที่เจาะฟองสบู่ และมันอาจเกิดขึ้นจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ตอนนี้เขาจะยังคงถือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายบริษัทอยู่ แต่เขาจะไม่แปลกใจหากอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกภายในสิ้นปี 2569
“การคุมเข้มทางการเงินมากขึ้น จะลดความสนใจของนักลงทุนต่อการลงทุนหุ้นเทคโนโลยี ที่มีความเสี่ยงสูง, เพิ่มต้นทุนการระดมทุนสำหรับโครงการ AI ต่าง ๆ และทำให้กำไรและราคาหุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีปรับลดลง”
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคน ระบุว่า การแข่งขันมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของบริษัท ที่เรียกว่า ไฮเปอร์สเกลเลอร์ส อย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft), เมตา (Meta), และอัลฟาเบท (Alphabet) ในการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่หลายแห่ง เป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดเงินเฟ้อเช่นกัน เนื่องจากโครงการเหล่านี้ใช้พลังงาน และชิปขั้นสูงในปริมาณสูงมาก
ส่วน Andrew Sheets นักกลยุทธ์ของมอร์แกนสแตนลีย์ ระบุว่า ต้นทุนกำลังเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงตามการคาดการณ์ของเรา เพราะมีเงินเฟ้อในต้นทุนด้านชิปและเงินเฟ้อในต้นทุนพลังงาน อัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ จะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด จนถึงสิ้นปี 2570 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลงทุนของบริษัทจำนวนมากในด้าน AI
นอกจากนี้ Aviva Investors ระบุว่า จากมุมมองปี 2569 ความเสี่ยงที่สำคัญของตลาดจะมาจากบรรดาธนาคารกลาง ที่จะยุติวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้กระทั่งเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น จากการลงทุนใน AI และกระแสการเร่งเพิ่มการใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยุโรปและญี่ปุ่น