‘หุ้นโรงพยาบาล’ สะดุ้ง Co-Payment.!

เริ่มมีผลบังคับใช้สำหรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับใหม่ ระบบ Co-Payment (ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล) ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มี.ค. 2568


เริ่มมีผลบังคับใช้สำหรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับใหม่ ระบบ Co-Payment (ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล) ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มี.ค. 2568 โดยมีผลเฉพาะลูกค้าใหม่และกรมธรรม์ใหม่เท่านั้น ไม่กระทบผู้เอาประกันเดิม หรือผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ก่อนหน้านี้ เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและลดการเคลมที่ไม่จำเป็น โดยพิจารณาพฤติกรรมการเคลมของผู้เอาประกันปีปัจจุบันเพื่อกำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่าย (30-50% สำหรับผู้ป่วยใน IPD)

ข้อดีประกันสุขภาพแบบ Co-Payment ทำให้เบี้ยประกันสุขภาพถูกลง ทำให้สามารถเข้าถึงประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้นเหมาะสำหรับคนที่มั่นใจว่าเป็นคนสุขภาพดีและแข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงในการปรับเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มในอนาคตจากการใช้สิทธิ์เบิกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันที่มากเกินความจำเป็น

เนื่องด้วยปัจจุบันมีอัตราการเคลมประกันสุขภาพสูง และมีการเคลมเกินความจำเป็นทางการแพทย์เป็นจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบ ทำให้บริษัทประกันจำเป็นต้องปรับเบี้ยประกันสุขภาพขึ้นทั้งระบบ จะส่งผลเสียต่อผู้ที่ทำประกันสุขภาพภาพรวมได้

  ข้อเสียประกันสุขภาพแบบ Co-Payment จำเป็นต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม หากเข้าเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่เหมาะกับคนที่มีการเจ็บป่วยด้วยการป่วยเล็กน้อย (Simple Diseases) และบ่อยครั้ง จึงอาจทำให้เข้าเงื่อนไข Co-Payment จำเป็นต้องมีการวางแผนการเงินชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะไม่สามารถโอนความเสี่ยงด้านการรักษาพยาบาล ให้บริษัทประกันได้ทั้งหมดเหมือนแต่ก่อน

จึงต้องมีการกันเงินสำรองเพิ่มเติมสำหรับการเจ็บป่วยในอนาคต..

จากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทประกันมีแนวโน้มหันไปเน้นประกันสุขภาพแบบ Co-payment มากขึ้น ประเมินว่าการเติบโตของผู้ป่วยประกันในอนาคตอาจชะลอตัวลง นั่นหมายถึงผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลโดยรวมด้วยเช่นกัน

โดยข้อมูลล่าสุดโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากประกันสูง เริ่มจากบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS สัดส่วน 38%, บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG สัดส่วน 29%, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH สัดส่วน 25%

บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG สัดส่วน 25%, บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 สัดส่วน 24% และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH

นั่นจึงกลายเป็นปัจจัยกดดัน “หุ้นโรงพยาบาล” ตลอดช่วงที่ผ่านมา

ตอกย้ำความกังวลจนเกิดการแพนิกเทขายหุ้นโรงพยาบาลอย่างหนัก หลังปรากฏข่าวบริษัทประกันรายใหญ่ระดับ โลก ยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ นับตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 จนอาจส่งผลกระทบกับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล

จากแนวโน้ม “รายได้จากผู้ป่วยประกัน” ลดลงในอนาคตนั่นเอง..!!

นี่คือ..ปรากฏการณ์ “สะดุ้ง Co-Payment” เพียงเท่านั้น แต่ผลกระทบแท้จริงต้องรอวันพิสูจน์กันต่อไป..!?

Back to top button