
เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!
เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2%
เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..
1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ
ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568
2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน
มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น
3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร
ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้
3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก
เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป
หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!