
ส่งออกไทย ธ.ค.พุ่ง 16.8% ดันทั้งปี 68 นิวไฮรอบ 4 ปี โบรกชู DELTA–KCE–ITC–GFPT
เปิดตัวเลขส่งออกไทยเดือน ธ.ค. 2568 พุ่ง 16.8% หนุนยอดส่งออกรวมทั้งปีโตแรง 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี รับแรงหนุนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 18.8% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โบรกชี้หนุนจิตวิทยาการลงทุนตลาดหุ้นไทย แนะสะสมหุ้นเด่นส่งออก DELTA, KCE, ITC และ GFPT
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนเชิงบวก หลังสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนธันวาคม 2568 ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดยยอดส่งออกขยายตัว 16.8% ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 18.8% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และหนุนจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และหนุนหุ้นส่งออกพื้นฐานแกร่ง อาทิ ชิ้นส่วนฯ อาหารสัตว์เลี้ยง
ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การค้าระหว่างประเทศเดือน ธ.ค.2568 โดยรวมดีกว่าตลาดคาด โดยยอดส่งออกไทย เดือน ธ.ค.โต 16.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ หนุนยอดส่งออกรวมทั้งปีโตแรง 12.9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 ปี
โดย Key Highlight ของกลุ่มสินค้าโตแรงเดือน ธ.ค. คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ(โต 21 เดือนติด), กลุ่มเนื้อไก่แปรรูป และ กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (โต 4 เดือนติด) เป็น Sentiment บวกหนุนหุ้น DELTA, KCE, ITC และ GFPT
สำหรับยอดส่งออก เดือน ธ.ค.โต 16.8 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนเร่งขึ้น จากเดือน พ.ย.โต 7.1%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและสูงกว่า Consensus คาดไว้ที่โต 8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหนุนยอดส่งออกรวมทั้งปี 2568 โตแรง 12.9%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงสุดในรอบ 4 ปี
ส่วนยอดนำเข้า เดือน ธ.ค.โต 18.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากโต 17.6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน พ.ย.2568
ด้านตัวเลขดุลการค้า เดือน ธ.ค.ขาดดุล 352 ล้านเหรียญ แต่ลดลงจากเดือน พ.ย.2568 ที่ขาดดุล 2,726 ล้านเหรียญฯ รวมทั้งปีขาดดุล 5,308 ล้านเหรียญ
โดยสินค้าที่ส่งออกเดือน ธ.ค. โตดี คือ โตมากกว่าค่าเฉลี่ย 12 เดือน หรือฟื้นตัวเด่นได้แก่
-เครื่องโทรศัพท์และส่วนประกอบ ขยายตัว 7 เดือนติด เดือน ธ.ค.2568 โต 102.6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน(ส่วนทั้งปี 2568 โต 17.9%) จิตวิทยาบวกต่อหุ้นชิ้นส่วนฯ ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาทิ HANA, CCET
-หม้อแปลงไฟฟ้าขยายตัว 15 เดือนติด โดยเดือน ธ.ค.2568 โต 53.3% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน(ส่วนทั้งปี 2568 โต 24.5%) และคอมพิวเตอร์ เดือน ธ.ค.2568 โต 51.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (ส่วนทั้งปี 2568 โต 63.0%) จิตวิทยาบวกต่อหุ้น DELTA, KCE, CCET
-อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 4 เดือนติด เดือน ธ.ค.2568 โต 18.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (ส่วนทั้งปี 2568 โต 8.2%) จิตวิทยาบวกต่อหุ้น ITC, AAI
-ไก่แปรรูป กลับมาขยายตัวแรงเดือนธ.ค.2568 โต 17.3% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน(จากเดือนก่อนที่หดตัว) มองเป็นจุดกลับตัว (Turnaround) จิตวิทยาบวกต่อ GFPT, CPF
ด้านกลุ่มที่หดตัวได้แก่
-ข้าว (หดตัว 14 เดือนต่อเนื่อง) เดือน ธ.ค. 2568 ลดลง 27.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน(ส่วนทั้งปี 2568 ลดลง 30.0%) จิตวิทยาลบต่อกำลังซื้อกลุ่มรากหญ้า
-ยางพารา (หดตัว 8 เดือนต่อเนื่อง) เดือน ธ.ค.2568 ลดลง 1.9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน(ส่วนทั้งปี 2568 โต 0.4%) เริ่มแผ่วลงชัดเจนในช่วงท้ายปี จิตวิทยาลบต่อ STA, NER
โดยกลยุทธ์ระยะสั้น Selective เก็งกำไร (Trading) หุ้นส่งออกที่ยังขยายตัวเด่น โตมากกว่าค่าเฉลี่ย 12 เดือน โดยหุ้นเด่น (Best Picks) ได้แก่ ITC แนะนำซื้อราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 20 บาท ,GFPT แนะนำ ซื้อราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 15.50 บาท และ DELTA แนะนำ Trading, ราคาเป้าหมายสูงสุด Consensus ปี 2569 ที่ 270 บาท
ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน ธ.ค.68 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.8% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,280.4 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.8% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 352 ล้านดอลลาร์
โดยการส่งออก มีปัจจัยหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูง และเร่งขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้า
ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 68 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 339,635 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.9% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 344,943 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.9% ส่งผลให้ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้า 5,307.9 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยในปี 68 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการส่งออกขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี และการนำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี
นายนันทพงษ์ มองแนวโน้มการส่งออกในเดือนม.ค.69 ว่า ขึ้นกับปัจจัยสำคัญ 2 เรื่องคือ 1.วัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยัง carry on สูงหรือไม่ ถ้ายังสูง ก็จะมีผลให้การส่งออกไทยยังเป็นบวก แต่ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่น่ากังวล คือ ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก สถานการณ์เปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกว่าจะบวกหรือลบเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
อย่างไรก็ดี การรับมือปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น จุดยืนของไทยในด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ คือการสมดุลระหว่างขั้วอำนาจของ 2 ฝ่าย และการให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่จะเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ดังเช่น กรณีวัฎจักรของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้ายานยนต์
“เราจะต้องมีการเตรียมตัวให้ดีว่า Geopolitics จะไปทางไหน ถ้าให้สรุปที่สำคัญคือจะต้อง balance และสร้างสมดุลความเป็นกลางของไทยในทาง Geopolitics”
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สนค. ประเมินภาพรวมการส่งออกไทยปี 69 จะขยายตัวอยู่ในช่วง -3.1% ถึง +1.1% โดยคาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวชะลอลง จากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการค้าโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิต และการค้าโลก ตลอดจนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทย ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี และ AI ประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ อาทิ อินเดีย ลาตินอเมริกา และเอเชียกลาง ประกอบกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้ความตกลง FTA ฉบับใหม่ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีนี้
“ในกรณีของ -3.1% มาจากสมมติฐานที่ว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จะมีความรุนแรงขึ้น ส่วนในกรณี +1.1% คือสถานการณ์กลับมาปกติ แต่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว เงินบาทแข็งค่า การลงทุนเริ่มกลับเข้ามา เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว และสินค้าเกษตรส่งออกได้ดีขึ้นจากมาตรการของภาครัฐ”
พร้อมประเมินว่า ในปีนี้ ค่าเงินบาทจะเฉลี่ยอยู่ในช่วง 31 บาท/ดอลลาร์ แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญด้วย กล่าวคือ 1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมากน้อยเพียงใด 2. ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และ 3. ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์จะรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อการตัดสินใจเข้าลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงที และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาว

